การอ่านความคิดของคนจากคลื่นสมอง

ธรรมะ ศาสนา, เทคโนโลยี No Comments »

การศึกษาเกี่ยวกับความคิดของคน มีมานานแล้วดังที่เคยทราบกันถึงการที่เราพยายามที่จะรู้ใจผู้อื่นว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ การรู้ใจผู้อื่นถือเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง เพราะคนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถจะกระทำได้

ผู้เขียนเคยได้รับการเล่าขานในลักษณะที่ว่า มีคนบางคนสามารถที่จะล่วงรู้จิตใจของคนอื่นได้ เช่นรู้ว่าเขาคิดอะไร สำหรับคนที่ฝึกจิตได้ญาณขึ้นสูงก็สามารถล่วงรู้จิตใจคนอื่นได้ ส่วนใหญ่มักจะพบได้ในพระภิกษุบางรูป เช่นเมื่อไปพบท่านอาจจะบอกเลยว่าต้องการแบบนั้นอย่างนี้แล้วก็แนะให้เสร็จ และแถบยังถามต่อไปว่ายังต้องการอะไรอีกหรือไม่ คนที่ไปพบไปหาก็ทึ่งมากจนพูดไม่ออก และคิดอยู่ในใจว่าท่านรู้ได้อย่างไร ก็ทำให้เกิดศรัธาอย่างแรงกล้าได้

แต่การศึกษาในเรื่องความคิดในทางวิทยาศาสตร์ นั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการอ่านความคิดและสั่งการจากคลื่นสมองได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเซ็นเซอร์ในการตรวจจับคลื่นสมอง และความรู้อื่นที่เกี่ยวข้องเช่นความรู้วิทยาศาสตร์ประสาท (neuroscience)

ความจริงต้นคิดที่จะสร้างเครื่องจักคลื่นจากสมองมาจากการคิดโปรแกรมเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ต้องการให้ผู้เล่นตอบสนองต่อเงื่อนไขของเกมส์ได้อย่างรวดเร็วแค่การคิดที่คอมพิวเตอร์ตรวจจับได้เข้าไปมีส่วนกับการเล่นเกมตอบสนองกับเกมหรือปฏิสัมพันธ์กับเกมได้เพียงแต่คิดเท่านั้น

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะเข้าไปสู่พรหมแดนที่เมื่อก่อนเป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เท่ากับว่านักวิทยาศาสตร์เราเริ่มที่จะล่วงรู้ความลับจากธรรมชาติมากขึ้น และแท้ที่จริงการฝึกจิตจนได้ญาณจนรู้เหตุการล่วงหน้าได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าไปล่วงรู้ความลับของธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่อาจจะคนละวิธีการกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แต่ก็ให้ผลเหมือนกันมากขึ้นทุกที เมื่อไรที่มาบรรจบกันระหว่างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดทางจิตทางศาสนา สุดท้ายก็จะพบว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

การใช้เวทนาเป็นวัตถุศึกษา2

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

จากการที่ท่านพุทธทาษเปรียบเทียบทุกขเวทนาว่าเป็นการขาดทุน สุขเวทนาเป็นการได้กำไร และอทุกข์อสุขเวทนาว่าเสมอตัว โดยคนทั่วไปจะยินดีเมื่อได้กำไร เสียใจเมื่อขาดทุน ยังมีความหวังต่อไปเมื่อเสมอทุน ในประเด็นหลังสุดอาจเทียบเคียงได้กับโชคร้าย โชคดี และที่เป็นกลางๆ ไม่ถึงกับโชคดีหรือโชคร้าย และทั้งสามดังกล่าวนั้นถือว่ายังไม่มีอะไรดีพิเศษในทางพุทธศาสนา ยังมีกิเลส ยังโง่ไปตามเวทนาเหล่านั้น

ดังนั้นจึงมีคำสอนให้เราไม่โง่ไปตามกำไร ขาดทุนและเสมอตัว แต่จงนำมาใช้ให้เกิดความฉลาด ให้เกิดปัญญาจากเวทนาทั้ง 3 ดังกล่าว ไม่โง่ไปตามอวิชา ความยึดมั่นถือมั่น หรือมีอวิชชาก็เกิดอุปาทาน ได้อย่างใจก็ดีใจ ไม่ได้อย่างใจก็เสียใจหรือโกรธ

เส้นทางที่ถูกต้องนั้นความรู้สึกจะต้องเกิดขึ้นตามกฏของธรรมชาติ เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม ให้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตรู้แล้วไม่ยินดียินร้าย อย่าให้จิตยึดมั่นในเวทนา แต่ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็นวิทยาศาสตร์ดังในอริยสัจจ์สี่ และปฏิจจสมุปบาท

ความเกิด ความแก่ ความตายมีอยู่ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาทั่วไปไม่เป็นทุกข์ จะเป็นทุกข์ก็ต่อเมือ่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นชาติ เป็นตัวกู ของกู เป็นความแก่ของเรา เป็นความตายของเรา เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเป็น ว่าเป็นของเรานั้น เป็นตัวทุกข์นั่นเอง

การใช้เวทนาเป็นวัตถุศึกษา

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

การศึกษาศาสนาพุทธตามวิถีทางวิทยาศาสตร์ นำเอาเวทนามาเป็นวัตถุศึกษา ถือเป็นเรื่องระดับเดียวกับวัตถุธรรม คิดให้เป็นระบบจิตใจ(metality) ที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับร่างกาย ถือเป็นเรื่องเดียวกันกับร่างกาย (พุทธทาษ,เหนือวิทยาศาสตร์) และที่สูงขึ้นไปของระบบทางจิต เป็นเรื่องของสติปัญญาล้วนๆ เป็นจิตวิญญาณ (spiritual) พูดง่ายๆคือท่านพุทธทาษให้ศึกษาจิตกับกายไปพร้อมๆกันดังในขันธ์ 5 รูปก็คือกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หลังสุดก็คือจิต วัตถุศึกษาก็คือขันธ์ 5 นั่นเอง

ญาณทัศนะที่เป็นปัญญาใช้ศึกษารูปร่างกายที่เป็นวัตถุ ศึกษาจิตในเรื่องเกี่ยวกับจิตใจหรือความรู้สึกของจิตในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุ แต่คำที่พูดมักจะพูดกันว่า กาย จิต และวิญญาณ คำว่าวิญญาณหลังสุดไม่ใช่เรื่องของจิต ไม่ใช่วิญญาณในขันธ์ 5 (พุทธทาษ) ซึ่งใช้คำว่าจิตวิญญาณ โดยท่านพุทธทาษยกเปรียบเทียบให้เห็นคือ เมื่อป่วยทางจิตก็ไปหาหมอโรคจิต เป็นโรคทางวิญญาณต้องไปหาพระพุทธเจ้า โดยศึกษาให้รู้ว่ากิเลสคืออะไร ความทุกข์คืออะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ในทางพุทธศาสนาถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังเป็นโรคทางวิญญาณอยู่ทั้งสิ้น คือถ้าระบบจิตวิญญาณเราเสียไปก็จะเกิดอาการโง่ในเรื่องของการดับทุกข์ ในภาษาบาลีใช้คำว่าจิตแทนวิญญาณ

เมื่อเอาเวทนาหรือความรู้สึกเป็นวัตถุศึกษา เช่นเดียวกับที่วิทยาศาสตร์นำเอาวัตถุต่างๆ มาศึกษา โดยความรู้สึกของคนแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คนทั่วไปจะรู้จักกันดี 3 ประเภทคือสุขเวทนา ทุกขเวทนาและอสุขอทุกขเวทนา ท่านพุทธทาษได้เปรียบเทียบสุขเวทนาเป็น”กูได้กำไร” ทุกขเวทนาว่า “กูขาดทุน” และอสุขอทุกขเวทนาว่า “กุเสมอตัว”

ส่วนประเภทที่ 4 คือนิพเพธิกะพาติยะสัญญา เป็นความรู้ที่เห็นแจ้งแทงตลอดสามประเภทแรกข้างต้นว่า ทุกขเวทนาทำเกิดโทษะ โกธะ สุขเวทนาทำให้ดีใจลิงโลดเกิดโลภะ ส่วนอทุกข์อสุขก็ยังลังเลสงสัย ยังมีหวังเกิดโมหะ สำหรับในประเภทที่ 4 นั้นทำให้รู้ว่ายังโลภ โกรธ หลง หรือ โลภะ โทษะ โมหะไปตามเวทนาเหล่านั้น

 

ชีวิตจะให้เท่าที่คุณขอ

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

ตามหลักของเหตุและผลของการกระทำ การกระทำอะไรก็จะมีจุดมุ่งหมายอะไรสักอย่าง ที่กระทำไปโดยไร้จุดหมายก็เหมือนกับคนไม่มีสติ ทำอะไรก็สำเร็จได้ยาก สิ่งที่เราได้กระทำลงไปมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี ที่เรียกกันว่าบุพกรรม ทำกรรมดีก็ส่งผลให้ไปในทางที่ดี ทำกรรมชั่วก็ส่งผลให้ในทางไม่ดี ซึ่งเราอาจได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า ทำอะไรได้อย่างนั้น จากประโยคนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงว่า ตัวเราเองเป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นไม่มีใครจะมาทำให้เกิดขึ้น

ดังกล่าวมาแล้วนั้นเป็นหลักการใหญ่ ซึ่งได้แก่กฏแห่งกรรมนั่นเอง แต่ที่คนส่วนใหญ่ยังคงทำความชั่วทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอยู่นั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อและไม่มั่นใจในกฏแห่งกรรม เพราะมันไม่ได้เห็นผลทันตาเห็น แถมยังมีข้ออ้างอีกว่าเห็นคนทำชั่วได้ดีมีเยอะไป และทำไมบางคนก็ดำเนินชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ทำไมจึงประสบแต่ความทุกยากแสนสาหัส หรือเป็นคนดีตายเร็ว คนชั่วตายช้าธรรมนองนั้น  ชาวพุทธก็ให้เชื่อกฏแห่งกรรมว่าไม่มีใครหนีกฏแห่งกรรมนี้ไปได้ ไม่ได้สนองตอบในชาตินี้ก็จะไปสองตอบในชาติหน้า ภพหน้าต่อไป

การจะตอบคำถามว่าทำไมจึงไม่เป็นไปตามกฏแห่งกรรม คนชั่วมากมายยังลอยนวลอยู้ อาจจะตอบได้ง่ายว่าเขาเคยทำกรรมดีไว้มากในชาติภพภูมิที่ผ่านมา สำหรับคนดีกลับได้รับผลที่เลวร้ายตอบแทนก็อาจคิดได้ว่าเขาเคยทำกรรมชั่วไว้เมื่อปางก่อน ก็ส่งผลมาในปัจจุบันก็ได้ ฉะนั้นคนทุกคนจึงไม่ควรประมาทจงเร่งบำเพ็ญประโยชน์ สร้างกรรมดีชดเชย หรือทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

การกล่าวว่าชีวิตจะให้เท่ากับคุณขอ (You are what you think you are) น่าจะบ่งบอกให้ทราบว่าเราอยากเป็นอยากมีอะไรอย่าอยู่เฉย ให้ใช้ปัญญาคิดหาวิธีการเพื่อให้บรรลุที่ตั้งใจ(หรือตามที่ขอ) โดยเฉพาะที่เป็นกรรมดีทั้งหลาย ดังที่เคยพูดเป็นกลอนกันมาช้านานเป็นข้อเตือนใจที่ว่า 

อย่านอนตื่นสาย  อย่าอายทำกิน  อย่างหมิ่นว่าเงินน้อย อย่านอนคอยวาสนา

การฝึกสติและชตาชีวิต

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

คนที่ฝึกสติดีแล้ว ปฏิบัติธรรมทำความดีมากๆ จะเป็นบุคคลที่ฝืนดวงได้ หมอดูจะทำนายคนที่ฝึกสติมาดีแล้วไม่ค่อยจะถูก หลักสถิติยังคงใช้ได้ดีกับคนที่ไม่ได้ฝึกสติมา นั่นก็คือคนฝึกสติไม่สำเร็จ ชีวิตจะไหลไปตามดวงจริงๆ เพราะทายใจได้ง่าย

เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่าทุกคนสามารถฝืนดวงชตาได้ เปลี่ยนชาตากรรมของชีวิตได้ขึ้นอยู่กับการกระทำ ขึ้นอยู่กับความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นอยากจะมี แล้วตั้งเป้าวางแผนชีวิตให้เป็นไปตามแผนที่ตัวเองกำหนดเท่าที่เป็นไปได้ให้มากที่สุด และที่จะให้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็สามารถทำได้ เป็นสิ่งท้าทาย แต่ต้องวางแผนอย่างฉลาด ใช้ความรู้ประกอบ และฝึกสติให้ถึงพร้อม

เปรียบเทียบวิทยาศาสตร์และศาสนาพุทธ

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

วิทยาศาสตร์ถือได้ว่าเป็นเหมือนกับวัฒนธรรมกระแสหลักของยุโรปและอเมริกา ที่ได้ปรับเปลี่ยนโลกของเราในช่วงสองสามศตวรรษที่ผ่านมา ศาสนาพุทธมีรากฐานที่ลึกซึ้งโดยทั่วไปทางทวีปเอเซีย ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปมีเสียงในโลกอย่างกว้างขวาง ทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนา ต่างก็อ้างถึงธรรมชาติของประสบการณ์ของมนุษย์ แต่ในแนวทางที่แตกต่างกัน วิทยาศาสตร์ปรับปรุงการเชื่อมโยงทฤษฎีที่โยงใยกัน จากความจริง ขั้นตอนกระบวนการ และเครื่องมือต่างๆ ก่อให้เกิดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการทำงานต่างๆในโลก ส่วนศาสนาพุทธมุ่งเน้นไปที่จิตใจ และแนวทางของเราในการคิดที่จะให้ผลดีขึ้นต่อประสบการณ์ของเรา

ทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ปรากฏทุกเมื่อชั่ววันเกิดขึ้นมาจากโครงสร้างดังกล่าวแล้ว โดยการเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้ ทำให้แต่ละคนมีเสรีภาพอิสระใหม่ๆที่จะเลือกจากทางเลือกในการทำงานได้อย่างให้ผลดีโดยอาศัยความสัมพันธ์ของเหตุและผล  วิทยาศาสตร์มองอำนาจที่จะเข้าใจและเปลี่ยนแปลงโลก แต่อำนาจนี้ก็ทำให้เราก่อให้เกิดปัญหาที่เพิ่มขึ้นใหญ่ขี้นสำหรับพวกเรากันเอง 

โดยปราศจากการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวของภาวะทางจิตใจภายใต้ประสบการณ์ของเราแล้ว  ดูเหมือนว่าเส้นทางการวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่อยู่เหนือทางเลือกและความรับผิดชอบของเรา แต่ความเข้าใจภายในอย่างลึกซึ้งของศาสนาพุทธเปิดเผยให้เห็นถึงการรับรู้และการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นวงจรการสนับสนุนส่งเสริมตัวเอง และวิธีการที่ใช้สอนในพุทธศาสนาโดยทั่วไปทำให้เราเข้าไปแทรกแซงกระบวนการดังกล่าว

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในบางรูปแบบหรือแบบอื่นๆ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าในบางแนวทางการคิดเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับโลก เป็นมิติพื้นฐานของการคงอยู่ของมนุษย์ ในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เบิกบานโดยมีพลังขับที่จะปรับปรุงความคิดผ่านทางพื้นฐานการถกเถียงสาธารณะด้วยหลักฐานที่ชัดเจน  ศาสนาพุทธแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวภายใต้การวิวัฒนาการรูปแบบประสบการณ์ และได้ให้เครื่องมือที่จะเปิดเผยถึงรูปแบบเหล่านี้ของเสรีภาพและความสุขอันหาขอบเขตไม่ได้

การเข้าใจเรื่องไตรลักษณ์

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

ไตรลักษณ์เป็นความจริงแท้แห่งธรรมชาติหรือกล่าวได้ว่าเป็นกฏธรรมชาติที่ครอบคลุมจักรวาลทั้งปวง ซึ่งมีหลักยึดให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่มี
1. ความไม่เที่ยงหรืออนิจจัง การเกิดดับของกาย เวทนา จิต และธรรม การเสื่อมและดับไป ดังนั้นการมองเห็นอนิจจังคือเห็นการเสื่อมสลายของรูปนาม ที่มีความไม่เที่ยง
2. การทนอยู่ไม่ได้หรือทุกขัง ทำให้เศร้าหมอง จิตใจว้าวุ่น กระวนกระวาย ดังนั้นการเห็นทุกขังจะต้องใช้ปัญญาระดับสูงขึ้น จึงเห็นลึกลงไปถึงสาเหตุของอนิจจัง เห็นความแปรปรวนที่เกิดขึ้นของรูปนามที่ทนอยู่ไม่ได้
3. การไม่มีตัวตนหรืออนัตตา ทำให้ไม่มีแก่นสารตัวตนที่แท้จริง เป็นความเข้าใจที่ลึกลงไปถึงความไม่มีอยู่จริงของรูปนาม ต้องใชัปัญญาในระดับสูงสุดคือภาวนามยปัญญาเท่านั้น ด้วยวิถีทางแห่งวิปัสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน4 ซึ่งพื้นฐานของสติปัฏฐาน4 ก็คือการเข้าใจการเกิด ดับของกาย เวทนา จิตและธรรม

ทั้งสิ้นทั้งปวงอันเนื่องมาจากผัสสะ

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

ตามความหมายผัสสะแปลว่าการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ผิวหนัง และการกระทบทางใจ เป็น 6 ทาง จะเห็นว่าการกระทำกรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นปัจจัย เป็นต้นเหตุให้กระทำ ทำให้อยากทำมีส่วนในการทำกรรมทั้งปวง มีกรรมดี กรรมชั่ว กรรมไม่ดี กรรมไม่ชั่ว

เมื่อมีสิ่งมากระทบดังกล่าวทำให้รู้สึก ทาง ตา หู จมูก กาย และใจหรือจิต ความรู้สึกทั้งหมดเรียกว่าวิญญาณ ได้แก่จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ มโนวิญญาณ

สำหรับการกระทบทางใจหรือจิต  ถ้าถูกใจก็อยากได้อยากเอา ไม่ถูกใจก็รำคาญ เกิดโทษะ โมหะในทางที่จะทำลายล้าง

เวทนาเกิดจากผัสสะ ซึ่งมีสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา ซึ่งเวทนาก็เป็นมูลเหตุให้เกิดตัณหามึความอยากไปตามความหมายของเวทนา ในเรื่องของผัสสะที่ไปสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คือกลศาสตร์ควอนตัม ที่กล่าวว่าถ้าไม่มีผัสสะโลกก็จะไม่มี และในทางควอนตัมกล่าวว่าไม่สามารถจะบอกได้ว่าจะมีอะไรคงอยู่หรือไม่ถ้าไม่ไปสังเกต  ดังนั้นการสังเกตกับผัสสะน่าจะเป็นอย่างเดียวกัน เพราะการสังเกตก็ต้องอาศัยประสาทสัมผัสทั้ง 5 แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้นยังมีเครื่องมือช่วยในการรับรู้ให้ขยายขอบเขตออกไปให้สังเกตได้ในสิ่งที่มีความสามารถไม่พอที่จะสังเกต 

ผัสสะในทางศาสนานั้นจะต้องมีสติกำกับ เช่นเมื่อมีผัสสะจะต้องดูว่ามีวิชชาหรืออวิชชา(ไม่มีความรู้แจ้งที่ถูกต้อง) ซึ่งถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่มีโอกาสเกิดทั้งวิชชาหรือเกิดอวิชชา

วัตถุธรรม นามธรรม

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

ในโลกปัจจุบันหลายคนบอกว่าเราอยุ่ในโลกของวัตถุนิยม ที่คิดว่าการมีวัตถุสิ่งของจะนำมาซึ่งความสุขได้ ทำให้โลกเราเต็มไปด้วยการแสวงหาสิ่งของเพื่อที่จะทำให้เกิดความสุข แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้คนมีความ่ทุกข์จากการมีสิ่งของ ต้องมีความกังวลใจว่าจะมีคนมาขโมย หรือกลัวว่าจะสูญหายไป  บางครั้งก็ให้เกิดความอิจฉาริษยาที่ก่อให้เกิดการทำลายล้างกันก็มี  มีคนเคยกล่าวว่าอาชีพจากกิเลสของคนจะไม่มีวันอับจน  เพราะคนมีความอยากไม่มีที่สิ้นสุด มีแล้วอยากมีอีก เมื่อเบื่อก็อยากได้ที่ใหม่กว่า เป็นธรรมชาติของคนที่เป็นปุถุชน  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ยังขาดการศึกษา การศึกษาไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจให้ควบคุมตนเองให้ได้สิ่งของมาในทางที่ถูกต้อง ก็จะเป็นสังคมที่ยังหาความสงบสุขไม่ได้  แม้ว่าตามความเชื่อทางศาสนาว่าการสร้างกรรมชั่วเป็นวิบากกรรมที่จะต้องติดตัว สำหรับคนทำชั่วไม่เข้าใจ ไม่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำไป 

ทำอย่างไรจะไม่ให้คนหลงไหลในวัตถุจนก่อให้เกิดทุกข์ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม การศึกษาจะช่วยให้มีการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์หรือเดือดร้อน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย เพราะการเดือดร้อนของคนหนึ่งอาจจะทำให้อีกคนหนึ่งเดือดร้อนด้วย ซึ่งต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก และเพื่อที่จะยกระดับไปให้ถึงความสงบสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้เนื่องมาจากวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสุขทางจิตที่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้แต่กิเลสของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นนามธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ 

ถ้านึกย้อนไปก่อนที่จะมีวัตถุสิ่งของมากมายในปัจจุบัน เราก็มีวัตถุป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่มีมลภาวะดังในปัจจุบัน ในน้ำมีปลา ในป่ามีอาหาร น้ำดื่มที่สะอาดจากน้ำฝน ได้ให้ความสุขกับมนุษย์ชาติมาเป็นเวลาช้านาน แต่เมื่อมนุษย์มีความเจริญทางด้านวัตถุเพิ่มขึ้น ความถดถอยทางด้ายจริยธรรมก็มีมากขึ้นเช่นกัน และทุกวันนี้ที่มนุษย์ทะเลาะกัน ทำสงคราม และก่อการร้ายกันนั้นว่าระหว่างวัตถุธรรม กับนามธรรมนั้นลึกๆ แล้วต้องการอะไรกันแน่ นามธรรมความสงบแห่งจิต หรือทุกสิ่งต้องแลกด้วยการต่อสู้ตัดสินปัญหาด้วยกำลังแม้แต่ในเรื่องนามธรรม 

 

การแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นผู้คนทำงานเป็นกลุ่มและเป็นเครือข่าย ไม่ได้เพียงจำสิ่งที่เป็นอยู่จริง (fact) แต่จำเป็นต้องรวบรวม ตีค่าและใช้ความรู้ และทักษะเพื่อใช้แก้ปัญหา

แม้ว่าพุทธภาษิตจะพูดว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นั้นมีเจตนาที่ให้ทุกคนได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ได้หมายความแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตนเอง การไปขอความช่วยเหลือคนอื่นในบางเรื่องก็ถือว่า เป็นที่พึ่งแห่งตนเองแล้ว และเชื่อว่าในโลกนี้คงไม่มีอะไรที่ขอช่วยผู้อื่นได้ทุกอย่าง คงต้องมีสักวันที่ไม่สามารถให้มาคนอื่นช่วยอยู่ตลอดไป 

หลายคนมีความเชื่อมั่นว่าสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น แต่ก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่ต้องให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง และก็ต้องมีสักวันที่เราต้องไปช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเช่นกัน พระพุทธองค์สอนให้เรามีเมตตาเหตุผู้อื่นตกทุกข์ได้ยากให้ช่วยเหลือ เป็นเรื่องที่สอนให้เราอยู่ร่วมกัน พึ่งพิงกัน เพราะสัจธรรมที่ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกคนอย่าได้ประมาท จะพึงพิงตนเองได้ก็ต้องมีภูมิคุ้มกัน มีการวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้า  และแม้ว่าจะได้วางแผนไว้อย่างดีแล้วก็ยังอาจมีเหตุให้เบนไปจากแผนได้อีกเช่นกัน  ดังที่เคยได้ยินแล้วยังต้องมีแผนซ้อนแผน หาทางหนีทีไล่ไว้ด้วยว่า ถ้าไม่เป็นไปตามแผนแล้วจะทำอย่างไรอีก

รากเง้าของวัฒนธรรมไทย

ปรัชญา, ธรรมะ ศาสนา No Comments »

เราเรียนกันมานานแล้วว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีงามเป็นบรรทัดฐานบอกหรือตัดสินว่าอะไรเป็นวัฒนธรรม แต่การจะบอกว่าอะไรเป็นสิ่งดีงามนั้น ต้องได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นเวลาอันยาวนาน มีคุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ และต้องมีพื้นฐานของการมีเหตุผลที่ดี  ดังนั้นรากเง้าของวัฒนธรรมไทยนั้นผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นความรักความผูกพันธ์ และการรู้คุณค่าของแผ่นดินเกิด อันเป็นแผ่นดินที่รักและหวงแหน

ตามที่กล่าวกันว่าวัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเรา และรอบชุมชนของเรา สนุก เพลิดเพลินมีชีวิต มีสาระ มีภูมิปัญญามีความรื่นรมย์ สุนทรีย์ นั้นยังมีวัฒนธรรมแบบชาวพุทธกำกับที่ต้องการความสงบสุข การปฏิบัติตนให้เข้าสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือนิพพาน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมประเพณีใดจึงยังคงมุ่งเน้นทางสายกลางที่ จะต้องคำนึงถึงความเสียสละเพื่อส่วนร่วม เพื่อให้สังคมอยู่ได้ มีจิตสาธารณะ เห็นผลประโยชน์ของโลก ประเทศชาติมากกว่าของกลุ่ม และตนเอง

จิตVSใจ

ธรรมะ ศาสนา 1 Comment »

   ตามที่ทราบกันดีว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั้น รับรู้ได้โดยตา หู จมูก ลิ้น กาย  ส่วนความคิด ความจำ และความรู้สึกนั้นรับรู้ได้โดยใจ ถ้าเทียบเคียงกับอวัยวะรับความรู้สึกทั้ง 5 แล้ว ใจก็เทียบเคียงได้กับอวัยวะรับนามธรรมซึ่งได้แก่อายตนะที่ 6 คือวิญญาณขันธ์เป็นความรู้สึกตัว เป็นเหมือนสพานรับรู้ความคิด (สังขาร) ความจำ (สัญญา) ความรู้สึก (เวทนา) วิญญาณขันธ์ก็คือส่วนของใจ  แต่เวทนา สัญญา และสังขารก็เป็นส่วนของจิตในฝ่ายนามเช่นเดียวกัน  เมื่อพูดถึงใจจะเป็นส่วนของผู้กระทำหรือผุ้ดู เป็นประธาน ส่วนจิตเป็นส่วนที่ถูกกระทำ หรือเป็นกรรม หรือถ้าเป็นใจเป็นผู้สังเกตแล้ว จิตก็จะเป็นผู้ถูกสังเกต    ดังที่เราทราบกันดีในขันธ์ 5 ที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือรูป กับนาม นามจะมีอยู่ 4 อย่างคือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่านามเป็นตัวเดียว ซึ่งเรามักจะเรียกรวมๆ ว่าจิตใจ ซึ่งมีส่วนที่เป็นจิต และใจที่อยู่ปะปนกัน

การพูดเท็จโดยไม่ละอายใจ

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

เมื่อเร็วๆนี้ ได้เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีข้อความตอนหนึ่งพอประมวลได้ว่า “พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า คนที่พูดมุสาได้โดยไม่ละอายใจเลยนั้น บาปอื่นใดที่มีคนผู้นนั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง”  ทำให้นึกเปรียบเทียบกับข่าวที่อยู่ในกระแสและในบริบทของมหาวิทยาลัยของเรา

ตัวอย่างเช่นมีการกล่าวหากันว่าถูกจับแก้ผ้า อีกฝ่ายก็ออกมาตอบโต้ว่าตีหน้าเศ้ราเล่าความเท็จ เป็นไปไม่ได้ที่จะพูดความจริงทั้งสองฝ่าย และพูดความเท็จทั้งสองฝ่าย จึงต้องมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้พูดมุสา เราคนธรรมดาจะไปตัดสินใครผิดใครถูกคงไม่ได้ แต่ได้แต่นึกถึงหลักธรรมดังที่ยกมาข้างตน ว่าใครเคยทำบาปมามากกว่ากัน มีหลักฐานให้เห็นมาบ้างหรือเปล่า หรือคอยดูต่อไปในอนาคตว่าทำชั่วอันเป็นบาปอีกหรือไม่  เพราะถ้าพูดโดยไม่ละอายใจไม่ได้หลงผิดแล้วก็ทำชั่วหรือบาปได้ทุกอย่าง และแม้จะไม่ได้รับการลงโทษแต่จะติดอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้นั้นที่จะเป็นวิบากกรรมต่อไปตามกฏแห่งกรรม

ในกรณีการสอบไล่ปลายภาคเรียนที่จะถึงนี้ การที่นักศึกษาตั้งใจที่จะทุจริตในการสอบ หรือมีเจตนาในการทุจริต เปรียบเหมือนกับการมุสาอย่างไม่ละอาจใจ นักศึกษาผู้นั้นก็มีโน้มเอียงที่จะทำบาปอื่นได้ทั้งหมด ก็เหมือนกับถูกตราหน้าว่าคนชั่ว ทำบาป น่าจะเป็นบุคคลที่น่าเฝ้าระวังต่อไป ต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะมีแนวโน้มว่าจะไปทำบาปอื่นๆ ได้  เพื่อให้ผู้เข้าสอบพึงสังวรณ์วไว้น่าจะเขียนกระดาษหน้าห้องสอบว่า “คนที่ตั้งใจทุจริตในการสอบได้ มีความโน้มเอียงที่จะทำชั่วอย่างอื่นได้หมด ที่ทุกคนพึงระวัง”

 

กายที่ไม่มีใจ

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

เมื่อไรก็ตามที่เราจงใจกระทำทางใจ เป็นมโนสังขารหรือจิตตสังขาร ทำให้เรา คิดดี คิดชั่ว  ในเมือใจเป็นผุ้กระทำรับอาการทางจิต ซึ่งจิตตามหลักธรรมในพุทธศาสนา เป็นของที่เกิดจากการเกิดผัสสะ จากการกระทบอารมณ์ ถ้ายังไม่มีอารมณ์กระทบก็ยังไม่เกิดจิตใด ซึ่งจิตเป็นตัวการสำคัญในการคิดปรุงแต่ของสังขาร

เรามีกายอันเป็นส่วนของ ธาตุ ดิน น้ำ ลม และไฟ เรามีใจสำหรับนึกคิดต่างๆ ดังที่ทราบกันแล้วว่าตัวเรามีกายกับใจ หรือรูปกับนาม กายและใจเปรียบเหมือนการขับรถ ที่จะต้องมีรถประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ กายมนุษย์จึงเปรียบเหมือนกับรถยนต์ ส่วนใจเปรียบได้กับผู้ควบคุมรถหรือคนขับให้ไปตามจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ดังนั้นรถที่ปราศจากคนขับ ไม่รถเสียเครื่องยนต์ขัดข้องก็ถูกจอดทิ้งไว้ไม่ได้สตาร์สติดเครื่องยนต์ไว้ ซึ่งเปรียบได้กับคนที่ตายปราศจากวิญญาณ เมื่อไรก็ตามที่มีใจครอบครองกายอยู่เรียกว่าเป็นคนเป็นมนุษย์ กายที่ไม่มีใจจึงเหมือนกับซากศพคนตาย หรือเป็นคนที่ตายแล้ว  เมื่อนอนหลับสนิทเหมือนรถที่จอดอยู่โดยไม่มีการควบคุม มีคนขับแต่ไม่ได้ทำหน้าที่  การมีกายที่ไม่มีใจ หรือใจออกจากร่างซึ่งที่เหลือคือกายที่ตายหรือซากศพ 

ใบไม้ในกำมือ

ธรรมะ ศาสนา No Comments »

พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ธรรม เป็นผุ้รู้แจ้งเป็นสรรพพัญญู ได้เคยเผยแพร่พระธรรมและความรู้ในโลกนี้มีมากมายยากที่จะศึกษาได้หมด แต่ความรู้ที่ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ เพื่อความหลุดพ้นเปรียบใบไม้ในป่าทั้งหมด เหลือเพียงใบไม้ในกำมือ  และทำให้เกิดความเชื่อที่ว่าร่างกายมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติที่เป็นเหมือน วัตถุแห่งการศึกษาของจักรวาล ถ้าศึกษาให้แจ่มแจ้งแทงตลอดเมื่อไรแล้ว จะทำให้เข้าใจจักรวาลและเรื่องอื่นๆ ได้ทั้งหมด  ในการปฏิบัติปฏิปัฏฐาน 4 เมื่อพิจารณากายในอานาปานสติ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งหมด ถ้าพิจารณาเส้นผมเพียงเส้นเดียว ให้เข้าใจถึงความจริงของเส้นผมเพียงเส้นเดียวแล้ว จะทำให้เข้าใจร่างกายทั้งหมด และแม้แต่จักรวาลเป็นที่ตั้งของทั้งมวล


   Designed By:  SadhWeb Directory  &  WP Theme

Sponsored By:  Affiliate Marketing Blog  &  Paid Directory