ปลาส้ม

เกษตร-คหกรรม No Comments »

ปลาส้มเป็นอาหารประเภทหมักดอง ทำจากปลาน้ำจืดเกือบทุกชนิด ปลาขี้ขม ปลาตะเพียน ปลากระดี่ นำมาขอดเกล็ด ผ่่าท้องเอ้าไส้ออก ล้างให้สะอาด นำไปหมักเกลือ 2-3 วั้น โดยอัตราส่วนเกลือ 3 กก. ต่อปลา 10 กิโลกรัม

สำหรับการนำมารับประทาน ที่นิยมกันมาก โดยการนำไปทอดจนสุกหรือกรอบ บีบมะนาวและราดหน้าด้วยหอมสด อีกวิธีหนึ่ง อาจนำไปนึ่งสุก ได้รสชาดไปอีกแบบ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรสชาดจัด เพราะการนึ่งจะช่วยลดความเค็มลงไปได้

สวมเสื้อผ้าอย่างไรให้ประหยัด

เกษตร-คหกรรม No Comments »

ประเทศเราเป็นประเทศที่อากาศค่อนข้างร้อน มีหนาวบ้างเล็กน้อยในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ทางภาคใต้กล่าวได้ว่าอากาศเย็นไม่ถึงกับหนาว อาจจะหนาวเย็นอันเนื่องจากฝนตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเชิงเขา การสวมเสื้อผ้าให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับลักษณะอากาศ ถ้าอากาศร้อนก็ไม่ควรที่จะใส่เสื้อหนา เพราะเสื้อหนาจะกันความร้อนจากตัวเราไม่ให้ออกไปเฉลี่ยกับอากาศภายนอกร่างกาย ทำให้รู้สึกร้อน ธรรมชาติของคนเป็นสัตว์เลือดอุ่นมีอุณภูมิร่างกายคงที่ไม่เปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อมเหมือนสัตว์เลือดเย็น ดังนั้นถ้าอุณหภูมิอากาศสูงก็จะทำให้รู้สึกร้อน อุณหภูมิอากาศต่ำลงก็จะรู้สึกเย็น  การใช้พัดลมพัดให้ลมมากระทบร่างกายแล้วรู้สึกเย็น เพราะลมที่มากระทบนั้นมีอุณภูมิต่ำกว่าร่างกาย  แต่ถ้าอากาศร้อนมากพัดมาโดนร่างกายก็อาจรู้สึกอุ่น

ปกติแล้วเสื้อผ้าหนาจะมีน้ำหนักมากกว่าเสื้อผ้าบาง เวลาเดืนวิ่ง โดยเฉพาะเวลาขึ้นบันไดจะต้องออกแรงยกน้ำหนักเสื้อผ้าไปด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่สวมเสื้อผ้าหนากว่าหนักกว่าจะรู้สึกร้อนเร็ว และเหนื่อยกว่าคนที่สวมเสื้อผ้าที่บางกว่า  ถ้าคิดให้ละเอียดคนที่สวมเสื้อผ้าบางจะใช้พลังงานน้อยกว่า  ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารมากก็ไม่เพลียเท่า เสื้อผ้าที่หนาเช่นผ้าฝ้ายนั้นต้องใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกฝ้ายมากกว่าพืชชนิดอื่น และปล่อยแกสเรือนกระจกพวกไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งให้ผลรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า เนื่องจากหนักกว่าค่าขนส่งก็ต้องแพงกว่า จะซักรีดก็ยาก ตากให้แห้งก็นานกว่า ถ้าหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าฝ้ายที่หนาๆ ได้ยิ่งดี หันมาใช้ผ้าพวกที่ไม่ต้องรีดมากนักดีกว่า เช่นเสื้อยืดแบบฝ้ายที่ไม่จำเป็นต้องรีด ใช้เนื้อผ้าที่มีการประสานเส้นใยที่รีดง่ายยับยากพวกริงเคิลฟรี เป็นพวกที่แทบไม่ต้องรีด

ถ้าจะประหยัดไฟฟ้ากันจริงจัง สวมใส่เสื้อโดยไม่ต้องรีด ทำผ้าให้แห้งโดยไม่ต้องอบในเครื่องอบแห้ง มีผ้าหลายชนิดไม่จำเป็นต้องรีดแต่ตอนซักต้องจัดการตากใช้ไม้แขวน จัดให้ดีจะไม่มีรอยยับโดยไม่ต้องรีด เป็นการลดการใช้ไฟฟ้าจากการรีดผ้าอบผ้า  ในกระบวนการซักถ้าเห็นว่าผ้าสกปรกไม่มากให้เลือกปุ่มควบคุมการซักผ้าแบบประหยุดจะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง

ผ้าสองชนิดหลัก

เกษตร-คหกรรม No Comments »

ผ้าเส้นใยสังเคราะห์ จะเป็นพวกโปบีเอสเตอร์ นำมาผลิดเป็นเสื้อผ้าได้หลายรูปแบบเกือบทุกประเภทที่เราใช้สวมใส่ ทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง แจคเก็ต กระโปรง ชุดขั้นใน ชุดกีฬาเป็นต้น มีข้อดีที่น้ำหนักเบา ซักง่าย แห้งเร็ว ไม่จำเป็นต้องรีดถ้าในขั้นตอนซักสบัดและตากให้ไม่มีรอยยับตั้งแต่ต้น ผ้าจากเส้นใยสังเคราะห์มีข้อดีที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือผลิตภัณฑ์ปลาสติกก็สมารถนำมาใช้ไหม่เป็นเส้นใยสังเคราะห์ได้

ผ้าเส้นใยธรรมชาติ เช่นจากฝ้ายซึ่งมีข้อเสียที่น้ำหนักมากก่อให้เกิดแกสเรือนกระจกได้ง่าย และในกระบวนการผลิตยังต้องใช้สารเคมีเยอะ ตั้งแต่ปุ๋ยยาฆ่าแมลง และสารฟอกขาว จึงมีทางเลือกอื่นในการใช้เส้นใยจากธรรมชาติจากพวกไม้โตเร็ว ตายยากเช่นใยไผ่ ใยป่าน ที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์ผ้าได้หลากหลายเช่นกัน ผ้าหุ่ม ผ้าปูที่นอน อนุภาคของผ้ามีเงากว่า โปร่งกว่า ซักง่าย ใส่สบายกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น

ผ้าเส้นใยที่ได้จากสัตว์ เช่นผ้าไหม ผ้าขนสัตว์อื่น (Wool) โดยเฉพาะผ้าไหมแม้จะตัดเย็บแล้วดูสวยงามแต่ต้องดูแลระมัดระวังเป็นพิเศษ ตั้งแต่การซัก การรีด  เป็นผ้าที่ยับง่าย รีดยาก  ผ้าขสัตว์บางชนิดต้องซักแห้งเท่านั้น ผ้าไหมเวลาซักต้องใส่ถุงผ้าตาข่ายอีกชั้น และไม่ต้องปั่นผ้าเป็นต้น ผ้าเหล่านี้ซักด้วยมือจะเป็นการดีที่สุด และมีเทคนิคในการซักที่แตกต่างกัน เช่นการซักโดยใช้แชมพูสระผม ล้างด้วยครีมนวดผมเป็นต้น

บวบ

เกษตร-คหกรรม No Comments »

บวบเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง อาชีพในการปลูกบวบขายเพื่อทำอาหารโดยทั่วไป พัดกับไข่ก็อะหร่อย ลวกเป็นผักเหนาะก็ใช้ได้  รังบวบยังใช้ไปในการทำที่ถูตัว ขัดถูหม้อ จาน เป็นที่ยอมรับกันว่าการถูตัวด้วยเส้นใยธรรมชาติจะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น

บวบขมใช้สระผมขจัดรังแคได้  บวบหอมและยอดอ่อนนิยมนำมารับประทานได้ มีสารแคโรทีนต้านมะเร็ง เป็นกากอาหารช่วยขับถ่าย ผลบวบบำรุงร่างกาย ช่วยลดไข้ แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ

ผลอ่อนของบวบเป็นยาบำรุงชั้นยอด และบวบมีสาร ซาโปนิน (saponins) สารเมือก (mucilage) หล่อลื่น ลำไส้ ถ่ายสะดวก แก้ท้องผูก  ผลอ่อนมีกรดอะมิโนอิสระช่วยขับน้ำนม

/km/96795_33.jpg

การป้องกันและบำบัดโรคอันเกิดจากอนุมูลอิสระ

อาหารและสุขภาพ, เกษตร-คหกรรม No Comments »

อนุมูลอิสระ (Free-Radicals หรือ Oxidants) เป็นตัวการที่ทำให้เกิดความเสียหายในร่างกายมนุษย์  ที่ประกอบด้วยเซลล์  โดยที่อนุมูลอิสระจะทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย เพราะทำให้ DNA ที่มีรหัสพันธฺกรรม และเป็นเหมือนส่วนที่สั่งให้ร่างกายทำงาน มีส่วนทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติเกิดความเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง  โดยกลไกของร่างกายจะผลิตสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ออกต่อสู้กับอนุมูลอิสระ  ถ้าเมื่อไรที่ไม่สามารถต้านทานอนุมูลอิสระได้ก็จะเกิดความเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่เสื่อมโทรมลง

เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันว่าอาหารที่ต้านต่ออนุมูลอิสระได้ดี คือผักและผลไม้ ผักสีเขียวทั้งหลาย เช่น คะน้า บล็อกโคลี ลูกยอ มะขามป้อม แลยังมีในผักสีเหลืองและสีแสด เช่นแครอท ฟักทอง มะละกอ ดังที่ทราบกันว่ามีสาร เบต้าแคโรทีนอยู่มาก (Beta carotene)  สำหรับผลวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในอันดับต้นๆ ผลไม้พวกนี้จะมีสีแดง เข็ม สีม่วงแก่ และสีน้ำเงินแก่ เช่นสตรอเบอร์รี แบล็คเบอร์รี มัลเมอรี แรพส์เบอร์รี่สียิ่งแก่ก็ยิ่งต้านอนุมูลอิสระได้ดี

อนุมูลอิสระนอกจากจะก่อมะเร็งแล้วยังอาจทำให้เป็นโรคหัวใจ  นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระดังกล่าวจะต้านและป้องกันโรคมะเร็งแล้วยังป้องกันโรคที่เส้นเลือดหัวใจที่ทำให้หัวใจขาดเลือดได้ และจากการทดลองในหนู่ที่ให้กินพวกบลูเบอร์รีจะมีภูมิคุ้มกัน เซลล์สมองจะไม่ถูกทำลาย ทำให้การเคลื่อนไหวการคิด การจำ ดีขึ้น 

จากนี้น่าจะหันมาปลูกต้นไม้ในตระกูลเบอร์รีกันมากขึ้น สำหรับคนรักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ต้นหม่อนที่ใช้เลี้ยงใหมก็อยู่ในตระกูลเบอร์รี ซึ่งหาได้ไม่ยากและปลูกได้ง่าย โดยเฉพาะลูกหม่อนก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่นำมาปรุงอาหารสำหรับผู้รักสุขภาพได้

สะเดาต้นไม้สมุนไพรมหัศจรรย์

เกษตร-คหกรรม No Comments »

จากข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับต้นสะเดา นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นของขวัญจากธรรมชาติและเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นที่รู้มาก่อนที่วิทยาศาสตร์จะมาศึกษาค้นคว้าภายหลัง น่าจะเป็นต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจได้ต่อไปในอนาคต 

สะเดาเป็นต้นไม้ที่ปลูกกันมากในอินเดียและ เอเซียอาคเนย์  คนไทยถือว่าสะเดาเป็นไม้มงคลอย่างหนึ่งมักปลูกในบ้าน  ได้รับคัดเลือกให้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสงขลา และอุทัยธานี ที่ปลูกกันในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ สะเดาไทย สะเดาช้าง (ไม้เทียม ต้นเทียม สะเดาเทียม สะเดาใบใหญ่) และสะเอาอินเดีย (ที่เรียกว่าควีนิน) คุณสมบัติสะเดาทั้ง 3 ชนิด คล้ายคลึงกัน นำมาใช้แทนกันได้  ลักษณะใบสะเดาไทยคล้ายคลึงกับสะเดาอินเดีย ที่ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยแต่ปลายใบของสะเดาไทยมน สะเดาอินเดียใบปลายแหลม ต้นสะเดามีอายุยืนไปถึง 200 ปีก็มี

เป็นไม้สารพัดประโยชน์ชาวอินเดียหลายร้อยล้านคนใช้กิ่งแปลงฟันเป็นประจำมีอัตราเฉลี่ยของการเกิดโรคเหงือกและฟันน้อยกว่าหลายประเทศที่ใช้ยาสีฟันฟูออไรด์  สารสะกัดจากเม็ดสะเดาใช้เป็นยาฆ่าแมลงมากกว่าร้อยชนิด โดยเฉพาะที่มีสาร  azadirachtin ซึ่งมีผู้นำไปทำยาฆ่าแมลงในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว โดยได้รับการรับรองจากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  นำส่วนต่างๆ ของสะเดาไปรักษาโรคได้สารพัดโรค ตั้งแต่ปวดหัวตัวร้อน เบาหวาน ไปจนถึงการบรรเทาโรคเอดส์  นอกจากนี้ยังเป็นอาหาร ยาบำรุง  เนื้อไม้สะเอายังไปทำเฟอร์นิเจอร์ที่มอดไม่กิน

ผลการค้นคว้าล่าสุดที่ทดลองกับหนูพบวาสามารถหยุดยั้งตัวเชื้ออสุจิในหนูอย่างได้ผล ถ้าคิดค้นต่อไปนำมาทำเป็นยาคุมกำเนิดผู้ชาย  ต่อไปถุงยางอาจไม่มีความหมาย และคงต้องตกลงกันว่าระหว่างหญิงกับชายใครจะกินยาคุมกำเนิด 

/km/neem_azadirachtin.jpg

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ ayutthaya.doae.go.th/phakhai/sadao.htm และwww.ku.ac.th/e-magazine/jul49/agri/nim.htm อันหลังนี้ทำเป็นไฟล์ให้ดาวโหลดแล้วครับ

ตัวห้ำ-ตัวเบียน

สิ่งแวดล้อม, ชีววิทยา, เกษตร-คหกรรม No Comments »

       ตัวห้ำ เป็นสิ่งมีชีวิตที่กินศัตรูพืชเป็นอาหาร จัดกลุ่มตัวห้ำออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นแมลง เช่น แมลงปอ ด้วงเต่า มวน แมลงช้าง แมลงหนีบ กลุ่มที่ไม่ใช่แมลง เช่น แมงมุม ไร นก งู มด เป็นต้น ตัวห้ำ 1 ตัว สามารถกินศัตรูพืชได้ทีละหลายๆตัว ตลอดชีวิตของมันจึงกำจัดศัตรูพืชได้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ตัวห้ำจึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมแริมาณศัตรูพืชไม่ให้ระบาด
ทำความเสียหายต่อพืช

                   
ลักษณะสำคัญของตัวห้ำ
         เนื่องจากตัวห้ำต้องจับศัตรูพืชที่มีชีวิตกินจึงมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากศัตรูพืช คือมักจะมีขนาดโตกว่าศัตรูพืช หรือ มีอวัยวะพิเศษ ที่สามารถจับศัตรูได้ เช่น ขาโต ตาโต หนวดยาว ฟันกรามโตโตแข็งแรง หรือสร้างใยคอยดักเหยื่อ เป็นต้น และมักไม่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลาเพื่อหาศัตรูพืชเป็นอาหาร
ตัวห้ำกับสารเคมี
         การใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น ทำให้ตัวห้ำมีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากตัวห้ำเป็นนักล่ามักคอยล่าศัตรูพืชอยู่บริเวณรอบๆ ทรงพุ่ม ในขณะที่ศัตรูพืชที่กินสวนของพืชเป็นอาหารมักหลบอาศัยอยู่ในทรงพุ่ม หรือบางชนิดอยู่ภายในต้น กิ่ง หรือใต้ใบ จึงทำให้การพ่นสารเคมีแต่ละครั้งศัตรูพืชตายน้อยลงกว่าตัวห้ำ ยิ่งถ้าพ่นสารเคมีอย่างผิดๆ เช่น การเลือกชนิดของสารเคมีและระยะเวลาฉีดพ่นผิดจะยิ่งทำให้ศัตรูพืชตายน้อยลงมาก การระบาดของศัตรูพืชจะยิ่งมากขึ้นเพราะไม่มีตัวห้ำคอยควบคุม
การเพิ่มปริมาณตัวห้ำในธรรมชาติ
                          
        ในธรรมชาติมีปริมาณตัวห้ำ ไม่เพียงพอที่จะควบคุมศัตรูพืชจะควบคุมศัตรูพืช จึงจำเป็นต้องผลิตขยายเพื่อจ่ายเพื่อเติมในธรรมชาติ ศัตรูธรรมชาติที่มีการขยายในปัจจุบัน โดยหน่วยงานทั้งราชการและเอกชน รวมทั้งเกษตรที่เลี้ยงไว้ใช้เอง ได้แก่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวห้ำ มักจะถูกสารเคมีทำลายได้โดยง่ายจึงมักทำให้เพิ่มปริมาณได้ช้า ในช่วงแรก

       . มวนพิฆาต ศัตรูเป้าหมายคือ หนอนทุกชนิดและแมลงที่มีลำตัวอ่อน นุ่ม
       . มวนเพชฌฆาต ศัตรูเป้าหมายคือ หนอนทุกชนิดและแมลงที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม
        . ด้วงเต่าตัวห้ำ ศัตรูเป้าหมายคือ เพลี้ยชนิดต่าง ๆ ไข่และหนอนศัตรูพืช
        . แมลงช้างปีกใส ศัตรูเป้าหมายคือ เพลี้ยชนิดต่างๆ ไข่และหนอนศัตรูพืช-รวมทั้งแมลงที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม
         .ไรตัวห้ำ ศัตรูเป้าหมายคือ ไรศัตรูพืช และศัตรูไฟ
         . แมลงหางหนีบ ศัตรูเป้าหมายคือ เพลี้ยชนิดต่างๆ ไข่ และหนอนศัตรูพืช รวมทั้ง แมลงที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม

 

                                

การทำงานของตัวห้ำ
          ตัวห้ำสามารถหาศัตรูได้ แม้ว่าศัตรูพืชจะหลบซ่อนอยู่ หรือหลบหนีได้ก็ตามและสามารถทำลายศัตรูพืชในที่มีสารเคมีเข้าไปทำลายได้ยาก หรือทำลายศัตรูพืชในระยะที่สารเคมีทำลายได้ยาก เช่น ไข่ที่มีขนปกคลุม หรือ ดักแด้ ที่มีผนังเหนียวหุ้ม หรือศัตรูพืชที่มีห่อหุ้มตัว เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เป็นต้น
          ตัวห้ำ สามารถขยายเพิ่มปริมาณในธรรมชาติได้
          ตัวห้ำหนึ่งตัว สามารถกินศัตรูพืชได้หลายชนิดและกินได้วันละหลายตัวจึงมีประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืชสูง
          ตัวห้ำบางชนิด ตัวแก่ และตัวอ่อนกินอาหารคนละประเภท จึงไม่ต้องแย่งอาหารกัน และสามารถควบคุมศัตรูได้มากชนิด เช่น แมลงปอตัวเต็มวัยชอบกินศัตรูพืชเต็มวัยที่บินในอากาศ หรือที่อยู่บนพื้นดิน หรือต้นพืช ในขณะที่ตัวอ่อนอาศัยในน้ำ จึงกินตัวอ่อน และ ตัวเต็มวัยของศัตรูพืชที่อาศัยในน้ำ เป็นต้น
          ตัวห้ำมีขนาดเล็ก กินอาหารบ่อย จึงหาอาหารได้ตลอดเวลาแม้เวลากลางคืนที่ศัตรูพืชส่วนใหญ่มักชอบ
ออกหากิน
           ทำไมต้องอนุรักษ์ตัวห้ำ จริงๆ แล้ว การให้ตัวห้ำ
ควบคุมศัตรูพืช เป็นวิธีที่เก่าแก่ควบคู่กับการปลูกพืชก่อนที่จะมีสารเคมีใช้ แต่เกษตรกร มักไม่ให้ความสนใจและมักมองข้ามจึงเหมือนเป็นความรู้ใหม่ไม่คุ้นเคย ต้องรีบทำความเข้าใจกันใหม่

การอนุรักษ์ตัวห้ำ ทำได้ดังนี้
                   

 

 

        1) หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือ ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้ใช้เฉพาะที่และใช้ชนิดที่มี ความเจาะจงต่อศัตรูพืช และควรใช้ถูกต้องเท่านั้น
        2) ใช้สารสกัดจากพืชธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากพืชจุลินทรีย์ หรือไส้เดือนฝอย
        3) เพิ่มอาหารเสริมให้ตัวห้ำ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง เช่น พืชที่มีน้ำหวาน วัชพืชดอกบางชนิด หรือละอองน้ำในอากาศ
        4) เก็บวัชพืช ที่ไม่ทำความเสียหายให้พืชหลัก และไม่ขยายพันธุ์รวดเร็วเกินไปเป็นที่อาศัยของศัตรูพืชธรรมชาติ
        5) เพิ่มปริมาณตัวห้ำ กรณีในธรรมชาติ มีปริมาณไม่เพียงพอหรือ มีศัตรูพืชมาก
        6)ไม่เผาตอชัง หรือเศษซากพืช เพื่อเอื้อให้มีจุลินทรีย์ หรือแมลง ที่เป็นอาหารสำรองให้ตัวห้ำ ใช้ดำรงชีวิตอยู่เพื่อรอศัตรูพืชรุ่นใหม่ที่จะอพยพเข้ามา
         7) การเลือกวิธีควบคุมศัตรูพืชชนิดใดก็ตามต้องคำนึงว่าจะไม่ไปทำลายกระบวนการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีทางธรรมชาติของตัวห้ำ

ตัวเบียน…ศัตรูพืชธรรมชาติของศัตรูพืช
       ตัวเบียน คือสิ่งมีชีวิต ที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเบียดเบียนอยู่บน หรืออยู่ในศัตรูพืชเพื่อการเจริญเติบโต หรือดำรงอยู่จนครบวงจรชีวิต ทำให้เหยื่ออ่อนแอ และตายในที่สุดมีทั้งที่เป็นแมลงและสัตว์อื่นๆ เช่น แตนเบียน และไส้เดือนฝอย ตัวเบียนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมปริมาณศัตรูพืชโดยธรรมชาติเพื่อสร้างความสมดุล ตัวเบียนทำลายศัตรูพืชได้ทุกระยะ เช่น ตัวเบียนไข่ ตัวเบียนหนอน ตัวเบียนดักแด้ ตัวเบียนตัวเต็มวัย ตัวเบียนต้องดำรงชีวิตจนครบวงจรชีตในเหยื่อจึงเสาะหาศัตรูพืชพื่อเป็นแหล่งอาหารและขยายพันธุ์ แม้ตัวเบียนมีความจำเพาะเจาะจงต่อศัตรูพืชแต่ก็เป็นแมลงที่มีมากทั้งชนิดและปริมาณจึงมีบทบาทในการลดปริมาณศัตรูพืชลงอย่างมาก

การเพิ่มปริมาณของตัวเบียน
        อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าตัวเบียนถูกสารเคมีทำลายได้ง่ายกว่าศัตรูพืช ดังนั้นการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกินความจำเป็นในปัจจุบัน จึงทำให้ปริมาณตัวเบียนในธรรมชาติถูกทำลายไปมากกว่าปริมาณไม่เพียงพอที่จะควบคุมศัตรูพืชได้ จำเป็นต้องมีการผลิตขยายเพิ่มปริมาณขึ้น เพื่อปล่อยในธรรมชาติ ซึ่งมีการผลิตกันอย่างกว้างขวางทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งเกษตรที่ผลิตใช้เอง หรือเอกชนที่ผลิตจำหน่ายซึ่งมี
ตัวเบียนอยู่หลายชนิดที่มีการผลิตกันอยู่ในขณะนี้ ได้แก่
       1. แตนเบียนไข่ทริคโคแกรมม่า การทำลายตัวเมียวางไข่ในไข่แมลง
       2. แตนเบียน หนอน ชอนใบส้ม การทำลายตัวเมียวางไข่ในหนอน
       3. แตนเบียนมวนลำใย การทำลาย ตัวเมียวางไข่ในมวนลำไย
       4. แตนเบียนหนอนโคทีเชีย การทำลายตัวเมียวางไข่ในตัวหนอน
       5.ไส้เดือนฝอยตัวเบียน การทำลายเข้าไปอาศัยกินและขยายพันธุ์แล้วปล่อยสารพิษในเหยื่อที่เป็นหนอนชนิดต่างๆ

ข้อจำกัดของการใช้ตัวเบียน
               * แตนเบียนมีขนาดเล็ก บางชนิดมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงเป็นอุปสรรคในการ
ส่งเสริมเพราะเห็นผลยาก
               * มีความจำเพาะเจาะจงต่อชนิดของศัตรูพืช และระยะของศัตรูพืช
               * ตัวเบียนมีพฤติกรรมที่หากินและดำรงชีวิตอยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัยต่อสารเคมี จึงมักถูกสารเคมีทำลายมากทำให้เพิ่มปริมาณได้ช้าในช่วงแรก
               *ไม่สามารถใช้ร่วมกับการควบคุมศัตรูพืชบางชนิดได้ โดยเฉพาะวิธีที่ใช้สารเคมี
               * เป็นสิ่งที่เกษตรมองข้ามทั้งที่เป็นวิธีการที่ใช้มาก่อนจะรู้การใช้สารเคมีจึงดูเหมือนว่า เป็นความรู้ใหม่ สำหรับ เกษตรกร ที่ต้องทำความเข้าใจและส่งเสริมกันใหม่ดังกล่าวแล้ว

การทำงานของตัวเบียน
      1. ตัวเบียนควบคุมศัตรูพืชไม่ให้ระบาดจนต้องใช้วิธีอื่นทำให้เกษตรกรลดต้นทุนเพราะตัวเบียนมีอยู่มากมายในธรรมชาติไม่ต้องเสียเงินซื้อสารเคมีทำให้เกษตรกรได้กำไร มากขึ้น
       2. หากปล่อยให้ตัวเบียนทำงานอย่าง
ต่อเนื่องจะทำให้ผลแบบยั่งยืน เพราะตัวเบียนมีชีวิตสามารถขยายพันธุ์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่อาหารอยู่ และขยายพันธ์ได้ครั้งละมากๆบางชนิดเป็นพันตัว จึงไม่มีความเสี่ยงภัยมีศัตรูพืชระบาด ต่างกับสารเคมีที่มีต้องใช้บ่อยๆ และมักต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ
       3. ตัวเบียนไม่ทำให้ศัตรูพืชต้านทานและไม่ทำให้เกิดศัตรูพืชชนิดใหม่
       4. ตัวเบียนไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น เพราะเจาะจงต่อชนิดศัตรูพืช และไม่ก่อให้เกิดพิษต่อสภาพแวดล้อม เพราะเป็นสิ่งที่อยู่แล้ว อีกทั้งไม่ตกค้างอยู่ในผลผลิตเพราะศัตรู ธรรมชาติไม่กินพืชเป็นอาหาร
       5. ตัวเบียนสามารถทำลายศัตรูพืชในที่ที่สารเคมีไม่สามารถเข้าไปทำลายได้ หรือทำลายศัตรูพืชในระยะที่สารเคมีทำลายได้ยาก เช่นไข่ที่มีขนปกคลุม หรือดักแด้ที่มีปลอกผนังเหนียวหุ้มหรือศัตรูพืชที่มีห่อหุ้มตัว เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง
      6. ตัวเบียนมีขนาดเล็กจึงมีสามารถทำลายศัตรูพืชระยะต่างๆ เช่น ไข่ตัวอ่อน ดักแด้ตัวเต็มวัย จะสามสารถทำลายเหยื่อได้ทันทีที่ฟักออกมาหรือออกจากดักแด้
       7. ตัวเต็มวัยมักต้องการเพียงน้ำ หรือน้ำหวานจากพืชเท่านั้น จึงไม่สามารถหลบอาศัยอยู่ในแปลงหลังการเก็บเกี่ยวได้ตามต้องตอซังหรือวัชพืชข้างแปลงเพื่อรอการอพยพมาของศัตรูพืชเมื่อปลูกพืชฤดูต่อไป
      8. ผลดีที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเบียนไม่เป็นอันตรายต่อต่อผู้ใช้เลย

เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยตัวห้ำตัวเบียน
     1. มีการปลูกพืชและเมื่อเริ่มพบศัตรูพืชอย่ารอให้ถึงขั้นระบาด
       2. ต้องมีการสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อ
     - เปรียบเทียบปริมาณศัตรูพืชและตัวห้ำหรือตัวเบียนรวมทั้งความแข็งแรงของพืชที่ปลูก
     - ดูพฤติกรรมจริงๆ ของแมลงศัตรูพืชและตัวห้ำหรือตัวเบียนเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ในแปลงอย่างถูกต้อง
      - การสำรวจจะสามารถตัดสินใจ เลือกวิธีควบคุมอย่างเหมาะสมถูกต้องและมั่นใจ
      3. ถ้าตัวห้ำหรือตัวเบียน ในธรรมชาติมีเพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยเพิ่มเติมลงไป
      4. ต้องอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ โดยใช้หลักการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานตัวห้ำ หรือตัวเบียน ใช้ร่วมกับทุกวิธีเดียงกับทุกวิธีได้ ยกเว้นวิธีเดียวคือ การใช้สารเคมี
     5. การใช้ประโยชน์จากตัวห้ำ หรือตัวเบียน ควรใช้อย่างต่อเนื่องจะเห็นผลเร็ว เพราะเมื่อตัวห้ำหรือตัวเบียนหรือวิธีอื่นที่ไม่ใช่สารเคมี ตัวห้ำหรือตัวเบียนที่มีอยู่ในธรรมชาติ และปล่อยเพิ่มเติมไป จะช่วยกันทำลายเหยื่อที่เป็นศัตรูพืชอย่างรวดเร็ว เพื่อการดำรงชีวิต   

โปรไบโอติกกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

เศรษฐกิจพอเพียง, ชีววิทยา, เกษตร-คหกรรม, เทคโนโลยี No Comments »
โปรไบโอติก มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกมีความหมายว่า
“เพื่อชีวิต” (for life)
             ความหมายของโปรไบโอติก คือ จุลินทรีย์ หรือกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตเมื่อคนหรือสัตว์บริโภคเข้าไปแล้วสามารถ
ดำรงชีวิตอยู่ในระบบทางเดินอาหารแล้วก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภค
 

จุลินทรีย์ที่เป็นโปรไบโอติกจะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมทางชีวภาพทำให้เกิดสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารของกุ้งลดปริมาณเชื้อที่เป็นโทษและก่อให้เกิดโรค เพิ่มปริมาณเชื้อที่มีประโยชน์ให้มีปริมาณ
ที่มากขึ้น
         แนวคิดการใช้โปรไบโอติกเริ่มจากในคนที่มีการบริโภคนมเปรี้ยว หรือโยเกิรต์       แล้วพัฒนามาสู่การใช้ในการเลี้ยงสัตว์ได้แก่ไก่ หมู วัว ซึ่งส่งผลให้สัตว์ที่เลี้ยงมีสุขภาพดีขึ้นไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันการเกิดโรค และแนวคิดนี้ถูกนำมาปรับใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
โดยการนำเอาโปรไบโอติกในสัตว์บกมาใช้กับกุ้งกุลาดำมา ในระยะหลังได้มีการทำวิจัยโปรไบโอติกในสัตว์น้ำมากขึ้นก็มีการนำเข้าโปรไบโอติกที่ใช้ในปลาจากต่างประเทศมาใช้กับกุ้งกุลาดำ
          
        โปรไบโอติกที่เคยถูกนำมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งนั้นไม่ใช้เชื้อจุลินทรีย์โปรไบโอติกที่เหมาะกับกุ้งอย่างแท้จริงดังนั้นจึงเห็นว่าผลของการใช้งานจะไม่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด   และนับว่าเป็นโอกาสที่ดี
ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศไทยที่มีทีมงานนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ ความสามารถเห็นถึงประโยชน์และความจำเป็นในการประยุกต์ใช้โปรไบโอติกเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตกุ้งกุลดำให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและผลผลิตมีคุณภาพที่ดีขึ้น ได้ทุ่มเทกำลังกาย ความรู้ ความสามารถ
ทำการค้นคว้าวิจัยจนได้จุลินทรีย์โปรไบโอติกที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อการป้องกันโรคและ เสริมสุขภาพกุ้งให้สมบรูณ์แข็งแรง
โดยจุลินทรีย์โปรไบโอติกที่เหมาะสมกับกุ้งกุลาดำจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. เป็นจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับกุ้ง ได้แก่ทำให้กุ้งแข็งแรงขึ้น ทนต่อความเครียดได้มากขึ้น ความต้านทานโรคสูงขึ้น และส่งผลให้กุ้งมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น
2. ต้องเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อให้เกิดโทษ
3. จุลินทรีย์โปรไบโอติกในรูปผลิตภัณฑ์ต้องเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและต้องมีปริมาณมากพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับกุ้งเมื่อกุ้งกินเข้าไป
4. ต้องเป็นจุลินทรีย์ที่สามารถเกาะติดอยู่กับผนังของทางเดินอาหารและดำรงชีวิตอยู่ในทางเดินอาหารของกุ้งได้ดี
5. จุลินทรีย์โปรไบโอติกที่อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์ต้องมีชีวิตอยู่ได้นาน เก็บรักษาได้ง่ายและมีชีวิตอยู่ได้จนกว่าจะถึงเวลาใช้งาน
6. ต้องเป็นจุลินทรีย์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่คงที่ไม่มีการกลายพันธุ์

การทำงานของโปรไบโอติกที่ทำหน้าที่ป้องกันการเกิดโรคและทำให้กุ้งแข็งแรงขึ้นจะทำหน้าที่   สองประการด้วยกันคือ
- เมื่อจุลินทรีย์โปรไบโอติกเข้าสู่ตัวกุ้งโดยวิธีกินแล้วจะเข้าไปยึดเกาะกับผนังของลำไส้และสร้าง สารยับยั้งการเจริญของเชื้อ Vibrio ทำให้ปริมาณเชื้อที่อาจก่อให้เกิดโรคมีจำนวนลดลง เป็นการลดความเสี่ยงจากการ
เกิดโรค
- จุลินทรีย์โปรไบโอติกจะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันโรคของกุ้งมีสูงขึ้นกุ

 

 


จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการใช้ โปรไบโอติก เป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคและ
เสริมสุขภาพของกุ้งสามารถทำให้ผลผลิตของกุ้งสูงขึ้น และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคได ้เป็น
อย่างดีทั้งในการเลี้ยงกุ้งในบ่อดินและการอนุบาลลูกกุ้ง

ผลการทดลองประสิทธิภาพของโปรไบโอติกสายพันธุ์ไทยในการเลี้ยงกุ้ง

การทดลอง
การเจริญเติบโต
อัตราการรอด
ไม่ใช้โปรไบโอติก
ใช้โปรไบโอติก
ไม่ใช้โปรไบโอติก
ใช้โปรไบโอติก
การทดลองในห้อง
ปฏิบัติการ(100วัน)
4 กรัม
7 กรัม
15 %
33%
การทดลองในบ่อดิน
หน้าฝน(100วัน)
19 กรัม
23 กรัม
65%
76.6%
การทดลองในบ่อดิน
หน้าหนาว(100วัน)
17 กรัม
23 กรัม
62%
80%

ผลการทดลองประสิทธิภาพของโปรไบโอติกโดยการผสมโปรไบโอติกลงในอาทีเมียแล้ว
ทำการอนุบาลกุ้งวัยอ่อนระยะ postlarva ด้วยอาทีเมียเป็นเวลา 15 วัน

ค่าที่ทำการตรวจวัด
ไม่ใช้โปรไบโอติก
ใช้โปรไบโอติก
การเจริญเติบโต
ความยาว
1.7ซม.
1.83ซม.
น้ำหนัก
26.0 มก.
43.8.0 มก.
อัตราการรอด
85%
89%

ผลของโปรไบโอติกต่อระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งกุลาดำ

ค่าที่ทำการตรวจวัด
ไม่ใช้โปรไบโอติก
ใช้โปรไบโอติก
จำนวนเม็ดเลือดทั้งหมด
ต่ำกว่า
สูงกว่า
Phagocytic activity
% phagocytosis
ต่ำกว่า
สูงกว่า
Phagocytosis index
ต่ำกว่า
สูงกว่า
ABPC*
ไม่แตกต่างกัน
ไม่แตกต่างกัน
Phenoloxidase
ไม่แตกต่างกัน
ไม่แตกต่างกัน
Antibacterial activity
ไม่แตกต่างกัน
ไม่แตกต่างกัน

ABPC* จำนวนสิ่งแปลกปลอมที่เม็ดเลือดสามารถจับกินได้


              จากผลการวิจัยและทำการทดลองข้างต้นจะเห็นได้ว่า โปรไบโอติกสายพันธุ์ไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตกุ้งกุลาดำตั้งแต่ การเพาะพันธุ์ จนถึงการเลี้ยงโดยใช้เป็น
อาหารเสริมสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย และทำให้กุ้งมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น การเจริญเติบโตและอัตราการรอดสูงขึ้น ผลประโยชน์ที่ผู้เลี้ยงกุ้งจะได้รับได้แก่
1. ได้ใช้โปรไบโอติกที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือเป็นโปรไบโอติกสายพันธุ์ไทยที่เหมะสมกับการเลี้ยง
กุ้งกุลาดำอย่างแท้จริง
2. ใช้โปรไบโอติกทดแทนการใช้ยาปฎิชีวนะในการป้องกันการเกิดโรคจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงและ
การใช้ยาเมื่อกุ้งป่วยจะมีประสิทธิภาพทำให้การใช้ยาได้ผลดี การรักษาอาการป่วยจากการติดเชื้อ
แบคทีเรียไม่ยากอย่างที่เป็นอยู่ในสภาพปัจจุบัน
3. ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค กุ้งทนต่อความเครียดในบ่อได้มากขึ้น
4. กุ้งมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น เนื่องจากตับและตับอ่อนของกุ้งไม่ถูกทำลายเนื่องจากการใช้ยามากเกินไปและกุ้งไม่ต้องต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารเพราะโปรไบโอติกเข้าไปควบคุมไม่ให้ vibrio มีการเจริญขึ้นมามากในทางเดินอาหาร
5. อัตราการรอดของกุ้งสูงขึ้นเนื่องจากโปรไบโอติกไปกระตุ้นให้กุ้งมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งมากขึ้น

              เมื่อการกุ้งมีการเจริญเติบโตที่ดี อัตราการรอดสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ความเสียหายของผลผลิตที่เกิดจากการใช้ยารักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียลดลง และกุ้งที่เลี้ยงมีการใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะ
น้อยลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้มากขึ้นและที่สำคัญที่สุดจะทำให้ผลผลิตโดยรวมของกุ้งจากประเทศไทยมีคุณภาพสูงขึ้นไม่มีการตกค้างหรือปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะในกุ้งทำให ้ประเทศคู่ค้าที่ซื้อกุ้งจากประเทศไทยไม่สามารถยกประเด็นการตกค้างของยามากีดกันหรือใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกดราคา หรือไม่ซื้อกุ้งจากประเทศไทย อันนำมาซึ่งความมั่นคงของธุรกิจการเลี้ยงกุ้งของ และผลผลิตกุ้งของประเทศไทยในตลาดโลกอย่างแท้จริง

     

สารดูดกลืนแสงในใบไม้

ชีววิทยา, เกษตร-คหกรรม No Comments »

โครโรฟิลล์ไม่ใช่เป็นสารเดียวที่ดูดกลืนแสงในใบไม้  มีโมเลกุลโครโรฟิลล์สองชนิดที่ดูดกลืนโฟตอนที่ตรงกับแสงสีแดง และสีฟ้า  นอกจากนี้ใบไม้ยังสามารถที่จะมีโมเลกุลอื่นที่ดูดกลืนแสงส่งพลังงานไปยังโครโรฟิลล์ ระหว่างโครโรฟิลล์และเม็ดสี (pigments)  ที่แสงทั้งหมดนอกจากแสงสีเขียวที่ถูกดูดกลืน เป็นเหตุผลที่ใบไม้มีสีต่างๆ กัน  เมื่อต้นไม้หยุดการสร้างโครโรฟิลล์ในฤดูใบไม้ร่วง เม็ดสีอื่นๆเป็นตัวบอกถึงแสงที่ถูกดูดกลืนไว้ ซึ่งเหตุผลว่าทำไมจึงเปลี่ยนเป็นสีเช่นนั้น

/km/leaf.jpg

การเน่าเสียของผลไม้

ชีววิทยา, เกษตร-คหกรรม No Comments »

ผลไม้ที่เน่าเสียมีส่วนทำให้ภาชนะที่เก็บที่เป็นถังไม้เสียผุเปื่อยได้  ผลไม้ที่สุขงอมและการหลุดร่วงของใบไม้อยู่ภายใต้หลักการผลิตสารทางเคมีง่ายๆในพืช ตัวอย่างเช่นเมื่อกลางคืนยาวขึ้น รากต้นไม้จะหยุดการสร้างสารเคมีที่เรียกว่า cytokinni และใบไม้จะแก่ตัวและตายไป  สุดท้ายก็หลุดร่วงหล่นไป  ทำให้เกิดสภาพที่ไม่ชวนมองในสนามหญ้าที่ใบไม้หล่นลงมา

ยังมีสารเคมีอีกอย่าง (ethanol) อันมีส่วนผลักดันให้ใบไม้ร่วงหล่น ซึ่งค้นพบในเรื่องนี้ในตอนปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อสังเกตพบว่าต้นไม้ที่อยู่ใกล้กับตะเกียงแกสทำให้ใบไม้ร่วงหล่นได้ง่ายก่อนเวลากว่าที่อื่นๆ  ปัจจุบันมะเขือเทศมักจะเก็บตอนที่ยังเขียวๆ อยู่ เมื่อต้องการให้เปลี่ยนเป็นสีแดงก็โดยการฉีดพ่นด้วย ethanol ระหว่างเส้นทางไปยังตลาดจำหน่ายหรือซุปเปอร์มาเก็ต ในประเทศทางตะวันตกเป็นที่รู้กันว่ารสชาดมะเขือเทศไม่เหมือนกับที่ได้จากสวนของตัวเอง

ผลแอปเปิลที่เน่าเสียจะปลดปล้อย ethanol ออกมาทำให้แอปเปิดอื่นๆ ที่อยู่ในถังเดียวกันสุกอย่างรวดเร็ว

/km/rotten_fruit.jpg

องค์ประกอบที่มีผลต่อรสของไวน์

ชีววิทยา, เกษตร-คหกรรม No Comments »

จากความจริงที่ไวน์เกิดจากการหมัก (fermentation) หรือผลของการหมัก  การหมักเกิดขั้นโดยไม่ใช้ออกซิเจน  ถ้าปล่อยไวน์ทิ้งไว้ในอากาศ การหมักจะหยุดลง และไวน์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน้ำส้มสายชู  ถ้าเปิดขวดไวน์ไว้ให้ออกซิเจนมากระทบ  การปรากฏของออกซิเจนจะไปสลายโมเลกุลที่อ่อนตัวในไวน์แล้วนำมาซึ่งเต็มรสชาดและกลิ่นหอมหวลกลมกล่อม

/km/wine.jpg

สำหรับนักดื่มชิมมือใหม่ไม่รู้ถีงหลักข้อนี้ เปิดไวน์ดีๆ แล้วดื่มก่อนที่จะปล่อยให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาเสียก่อน ไวน์ดียังไงก็อาจไม่เห็นความแตกต่าง หรือกว่าจะรู้ก็เกือบจะหมดขวด ดังนั้นก่อนดื่มไวน์ควรทิ้งให้ไวน์ได้หายใจก่อนดื่ม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงทิ้งไวน์ไว้นานก่อนดื่ม หรือค่อยๆจิบ

การปฏิวัติเขียว

เกษตร-คหกรรม No Comments »

การปฏิวัติเขียว (green revolution) เป็นตัวอย่างของการใช้พันธุศาสตร์ของเมนเดลเมื่อไม่นานมานี้ของมนุษยชาติ  ในปี 1960s ได้มีความกังวลมากในเรื่องการเติบโตการเพิ่มจำนวนประชากรที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศโลกที่สาม ที่อาจเป็นไปได้ว่าการผลิตอาหารไม่พอกับการเพิ่มจำนวนประชากร  อย่างไรก็ตามนักพันธุกรรมศาสตร์ทางพืชได้พัฒนาขาวสายพันธ์ใหม่ และอาหารซีเรียล (cereals) ทีให้ผลผลิตที่สูงกว่ามาก  การเพิ่มการผลิตอาหารจากแผ่นดินอยู่ภายใต้การเก็บเกี่ยวได้ได้ผลักกระแสการผลิตอาหารไม่พอเพียงออกไป

/km/pestrev_image002.jpg

การเลือกขยายพันธ์

เกษตร-คหกรรม No Comments »

การเลือกขยายพันธ์เป็นตัวอย่างอันดีอย่างหนึ่งของพันธุศาสตร์แบบเมนเดล  พวกที่ประกอบอาชีพฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นที่ทราบกันดีเป็นเวลานานแล้วว้า เป็นไปได้ที่จะปรับปรุงพันธ์สัตว์เลี้ยงโดยการคัดเลือกพันธ์ ตัวอย่างเช่นถ้าเป้าหมายในการลี้ยงสั้ตว์ต้องการเนื้อจำนวนมาก ผุ้เลี้ยงก็จะยอมให้วัวพันธ์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมาขยายพันธ์   ในกรณีนี้ยีนที่ควบคุมลักษณะจะถ่ายทอดไปยังรุ่นลูก ที่เติบโตเร็วและให้เนื้อมากตามกฏที่ค้นพบโดยเมนเดล

  ด้วยการประยุกต์พันธุศาสตร์ของเมนเดลอธิบายได้ 2 อย่างคือทำไม่ราคาวัวพันธ์ดีจึงมีราคาสูงนับล้านดอลล่า และจะขยายพันธ์พวก black Anus อย่างไรซึ่งให้ได้แผ่นเนื้อค่อนข้างสี่เหลี่ยมบนขาที่สั้นทั้ง 4 สามารถที่พัฒนาขึ้นมาได้

ปลาหมอสี

เกษตร-คหกรรม No Comments »

   

  ถิ่นกำเนิด 

ปลาหมอสีเป็นปลาน้ำจืดที่มาจากทะเลสาบ ทังกันยิกา ทะเลสาบมาลาวีและทะเลสาบวิกตอเรีย รูปร่างลักษณะคล้ายปลาหมอไทย แต่มีสีสันหลากหลายสวยงามยิ่งนัก ตามตำราระบุว่าปลาหมอชนิดนี้เป็นลัตว์น้ำเค็ม แต่เมื่อประมาณ 11-30 ล้านปีได้เกิดการแตกแยกของผิวโลก กลายเป็นทะเลสาบ ปลาทะเลนานาชนิดไถเข้าไปอยู่อาศัย โดยเฉพาะปลาหมอสีได้วิวัฒนาการมาตลอดจนมีจำนวนสกุลและชนิดมาก ดังนั้นรูปร่างและพฤติกรรมก็แตกต่างกันหลายรูปแบบด้วย 

 ปัจจุบันนี้ปลาหมอสีได้ถูกมนุษย์จับมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และพัฒนาพันธุ์มากมายหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยก็มิน้อยหน้าประเทศใด ๆ เลย เพราะว่ามีผู้เลี้ยงปลาสวยงามจำนวนมากนิยมนำปลาชนิดนี้มาเลี้ยงพร้อมกับพัฒนาพันธุ์ ผลิตลูกพันธุ์ขายให้กับผู้สนใจทั้งในและนอกประเทศ ทำเงินเข้าประเทศปีละนับสิบ ๆ ล้านบาท 

การเลี้ยงดู 

1. น้ำต้องสะอาดไม่ควรมีเชื้อโรค ห้ามใช้น้ำประปาที่เปิดจากก๊อกน้ำโดยตรง เฉพาะคลอรีนและปูนที่อยู่ในน้ำจะฆ่าปลาได้ในเวลาอันรวดเร็วควรพักน้ำประปาไว้สัก 2-3 วันจึงนำมาใช้ 

2. ใช้เครื่องกรองน้ำซึ่งหาซื้อได้ตามร้านทั่วไปเลือกให้เหมาะกับขนาดของตู้ 

3. ขนาดของตู้เลี้ยงควรจะใหญ่สักหน่อย ถ้าเลี้ยงพวกหมอสีพันธุ์เล็ก ความยาวของตู้ไม่ควรต่ำกว่า 24 นิ้ว ถ้าเป็นพันธุ์ใหญ่ก็ไม่ควรต่ำกว่า 36 นิ้ว ควรมีสัก 2 ตู้ เพื่อเป็นตู้พักปลา 1 ตู้ ตู้เลี้ยง 1 ตู้ 

4. อาหารปลาหมอสีกินอาหารสำเร็จรูปได้ดี ซึ่งเราหาซื้อได้ทั่วไปแต่ถ้าที่บ้านใกล้แหล่งเพาะยุงหรือใกล้บริเวณที่มีลูกน้ำลูกไรมาก และหาได้สะดวกก็ให้ลูกน้ำ ลูกไร เป็นอาหารจะดีมากทั้งประหยัดเงินและมีอาหารที่มีคุณค่าดี 

5. ก้อนหิน ก้อนกรวด พันธุ์ไม้น้ำที่เราคิดว่าจะจัดลงไปในตู้นั้นควรจะทำความสะอาดให้ดี ก้อนหินก็ควรจะแช่น้ำลดความเป็นด่างลงพันธุ์ไม้น้ำก็ควรจะพักไว้ในถังหรือตู้อื่นๆ รอจนมันฟื้นตัวได้แล้วค่อยนำมาจัดในตู้ 

6. ตู้ปลาควรจะตั้งอยู่ใกล้กับที่พักน้ำเพื่อเปลี่ยนน้ำในตู้ปลาได้สะดวก ปัญหานี้ดูเหมือนเล็กแต่ก็มีหลายๆรายที่เลิกเลี้ยงปลา เพราะต้องเปลี่ยนน้ำในตู้ปลาบางรายถึงขั้นทะเลาะกันเพราะเกี่ยงกันเปลี่ยนน้ำตู้ปลา บางรายถูกคำสั่งห้ามเลี้ยงหลังจากการเปลี่ยนน้ำตู้ปลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เพราะขณะเปลี่ยนน้ำตู้ปลาบริเวณระหว่างที่พักน้ำกับตู้ปลาจะกลายเป็นเขตอันตรายสูงสุดต่อชีวิตของคนแก่และเด็ก รวมทั้งสตรีมีครรภ์ไปในทันที การลื่นหกล้มในบริเวณนี้จะเกิดขึ้นบ่อยมาก 

การเพาะพันธุ์ 

การเพาะพันธุ์เราควรจะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์เสียก่อน ปลาหมอสีตัวผู้กับตัวเมียหากจะดูตามลักษณะของอวัยวะเพศนั้นค่อนข้างยาก แต่ถ้าดูด้วยตาเปล่าจะสังเกตเห็นว่าปลาหมอสีบางพันธุ์ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมีย และบางพันธุ์ตัวผู้จะมีสีสด ส่วนตัวเมียจะมีสีซีดกว่า พ่อแม่พันธุ์ที่ดีต้องเป็นปลาที่สมบูรณ์ ว่ายน้ำว่องไว ปราดเปรียว ที่สำคัญต้องเป็นปลาที่ไม่ผ่านการเร่งหรือย้อมสี มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป 

สถานที่ที่ใช้เพาะพันธุ์ปลาหมอสีควรใช้ตู้กระจกขนาด 36 นิ้ว เพราะสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของแม่ปลาได้ง่าย ทาสีตู้ทั้ง 3 ด้าน เพื่อป้องกันปลาตื่นตกใจ เมื่อเตรียมพ่อแม่พันธุ์และสถานที่เรียบร้อยแล้ว จึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตราส่วน พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 5 ตัว ซึ่งตู้ขนาด 36 นิ้ว สามารถปล่อยพ่อพันธุ์ได้ 3 ตัว และ แม่พันธุ์ได้ถึง 15 ตัว โดยตัวผู้จะไล่จัดคู่กับตัวเมียเอง 

การผสมพันธุ์นั่นเมื่อตัวเมียเริ่มวางไข่ตัวผู้ก็จะปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่ และเนื่องจากปลาหมอสีส่วนใหญ่เป็นปลาที่อมไข่ เมื่อตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อเสร็จปลาตัวเมียก็จะอมไข่ไว้และทำเช่นนี้เรื่อยไปจนไข่หมด ซึ่งปลาหมอสีจะอมไข่ได้ครั้งละประมาณ 30-40 ฟอง จากนั้นตัวผู้จะไปผสมพันธุ์กับตัวอื่นต่อไป มีปลาหมอสีบางชนิดที่วางไข่กับพื้นโดยไม่อมไข่ไว้เหมือนกันแต่พบได้น้อยมาก 

ไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วแม่ปลาจะอมไว้ในปาก ซึ่งเราจะสังเกตเห็นว่าใต้คางของแม่ปลาจะอูมออกมาชัดเจน เหงือกจะอ้าออกเพื่อให้น้ำไหลผ่านในช่องปากตลอดเวลา เมื่อครบ 15 วัน ลูกปลาจะเริ่มฟักเป็นตัวระยะนี้เราสามารถนำแม่ปลามาเปิดปากเพื่อนำลูกปลาออกมาแล้วนำไปอนุบาลต่อไป การเปิดปากแม่ปลาควรทำด้วยความรวดเร็วและระมัดระวังมิเช่นนั้นแม่ปลาอาจเกิดการบาดเจ็บได้ 

ปลาออสการ์

เกษตร-คหกรรม No Comments »

 

ถิ่นกำเนิด
ต้นกำเนิดของปลาชนิดนี้อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ โดยค้นพบในแม่น้ำอะเมซอน และลำน้ำสาขา เป็นปลาที่หวงถิ่น  เดิมทีเป็นปลาที่ชาวบ้านแถบนั้นใช้เป็นอาหาร จนกระทั่งนักเลี้ยงปลาชาวยุโรปมาพบเข้าและติดใจในความสวยงามจึงนำกลับไปเลี้ยง จนกระทั่งแพร่หลายไปทั่วโลกในที่สุดแต่เดิมปลาออสการ์ไม่ได้มีสีสันสวยงามอย่างที่เราเห็น ปลาสายพันธุ์ดั้งเดิมที่จับจากแม่น้ำหรือปลาป่า จะมีเกล็ดสีแดงขึ้นแซมประปรายเพียงไม่กี่เกล็ดเท่านั้น ส่วนสีพื้นของลำตัวจะเป็นสีเทาดำ หรือเขียวมะกอก ต่อมาเมื่อมีการนำเข้าปลาชนิดนี้มาในเมืองไทย นักเพาะพันธุ์ชาวไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ให้มีความหลากหลายและสวยงามกว่าปลาป่ามาก โดยปลาที่เพาะได้ในตอนนั้นมีสีแดงเพิ่มขึ้นเป็นลวดลายเด่นชัดขึ้น และได้รับการขนานนามว่า “ปลาออสการ์ลายเสือ” (Tiger Oscar) ซึ่งสามารถ เลี้ยงรวม กับ ปลาขนาดยักษ์ Jumbo Fishes ที่มาจากลุ่มแม่น้ำ เดียวกันได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น ไทเกอร์โชว์เวสโนส, เรดเทลแคทฟิช, อะโรวาน่าเงิน เป็นต้น
การเลี้ยงดู
เนื่องจากเมื่อโตเต็มที่ปลาชนิดนี้อาจยาวได้ถึง 1 ฟุต แต่ขนาดโดยทั่วไปมักจะยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ดังนั้นตู้ที่ใช้เลี้ยงปลาออสการ์ควรมีขนาดใหญ่พอสมควร โดยเริ่มตั้งแต่ 30 นิ้วขึ้นไปจนถึง 60 นิ้ว ซึ่งก็แล้วแต่จำนวนปลาที่เลี้ยง ส่วนจำนวนปลาที่เลี้ยงนั้น ถ้าต้องการเลี้ยงเป็นฝูงควรมีจำนวนมากกว่า 4-5 ตัวขึ้นไป ไม่เช่นนั้นปลาจะกัดกันบ่อยมากเนื่องจากนิสัยเฉพาะตัวที่ต้องการความเป็นใหญ่ในฝูง ซึ่งหากตู้ที่ใช้เลี้ยงมีขนาดไม่ใหญ่มากก็ควรจะเลี้ยงเดี่ยวดีกว่า  
การตกแต่งตู้สามารถทำได้ตามใจของผู้เลี้ยง จะมีขอนไม้ หรือโขดหิน ประดับก็ได้ แต่ถ้าต้องการประดับไม้น้ำในตู้ควรใช้ไม้น้ำพลาสติกจะดีกว่า เพราะปลาออสการ์บางตัวมีนิสัยชอบกัดทำลายไม้น้ำ โดยเฉพาะในกรณีที่เลี้ยงปลาค่อนข้างแน่นหนาแล้วปลาเกิดความเครียด นอกจากนี้ปลาบางตัวยังมีนิสัยชอบขุดหิน หรือกรวดปูพื้นจนเป็นแอ่ง โดยเฉพาะช่วงจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งผู้เลี้ยงก็ควรจะทำใจเผื่อไว้บ้างในกรณีที่จัดตู้ไว้อย่างสวยงามแล้วโดนปลารื้อทำลาย
ระบบกรองสำหรับปลาชนิดนี้สามารถได้ทุกระบบ แต่เนื่องจากปลาออสการ์เป็นปลากินเนื้อ ดังนั้นปริมาณแอมโมเนียจากของเสียที่ปลาขับถ่ายออกมาก็จะมากกว่าปลากินพืชโดยทั่วไป ผู้เลี้ยงจึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นประจำอย่างน้อย 10-20 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 1 สัปดาห์ และควรเปลี่ยนน้ำขนานใหญ่เพื่อล้างกรวดก้นตู้บ้างภายในเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี
สำหรับน้ำที่ใช้เลี้ยงก็เช่นเดียวกับปลาสวยงามชนิดอื่นๆ คือ ควรปราศจากคลอรีน ยกเว้นกรณีที่เปลี่ยนถ่ายน้ำในปริมาณไม่มากนักซึ่งมีน้ำเดิมเหลืออยู่มากเกินครึ่งตู้
ปลาที่เลี้ยงรวมกับปลาออสการ์ควรเป็นปลาในกลุ่มปลาหมอ Cichlidae ด้วยกัน แต่ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน หรือว่องไวพอสมควร ไม่เช่นนั้นอาจโดนปลาออสการ์ทำร้ายเอาได้ ขณะเดียวกันถ้าปลาที่เลี้ยงอยู่มีขนาดใหญ่มากเกินไปก็ควรจะแยกออกไป ไม่เช่นนั้นวันดีคืนดีอาจเล่นงานออสการ์ตัวเก่งเอาได้  ส่วนปลากลุ่มอื่นที่เลี้ยงด้วยกันได้นั้น ส่วนมากมักจะเป็นปลาที่ไม่ค่อยว่ายน้ำหรือสามารถป้องกันตัวเองได้ เช่น ปลากราย ปลาตองลาย ปลาชะโด หรือปลาเสือตอ เป็นต้น  ปลาอีกกลุ่มที่เลี้ยงร่วมกันได้เป็นอย่างดีได้แก่ปลาที่อาศัยอยู่หน้าดินเป็นหลัก เช่น ปลากระทิงไฟ ปลากดดำ ปลากดแก้ว หรือปลาเรดเทล แคทฟิช เป็นต้น
                       การเพาะพันธุ์
การแยกเพศของปลาออสการ์คล้ายกับตระกูลปลาหมอทั่วไป คือ จะแยกค่อนข้างยากโดยที่เพศผู้นั้นตามปกติจะมีสีสันมากกว่าเพศเมีย มีตัวใหญ่มากกว่า ช่องเปิดของอวัยวะเพศจะยื่นออกมาส่วนเพศเมียจะกลม เพศผู้จะมีครีบหลังใหญ่กว่าเพศเมียในขณะที่เพศเมียครีบหลังค่อนข้างกลม เนื่องจากเพศที่แยกยากนี้ทำให้การเลี้ยงปลาออสการ์ส่วนใหญ่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์มักจะปล่อยรวมกันหลาย ๆ ตัวบางครั้งอาจจะมากกว่า 6 ตัว ในบ่อที่มีขนาดใหญ่ มีการกั้นหินเป็นห้อง ๆ เพื่อที่จะให้พ่อแม่ปลาที่พร้อมจะวางไข่นั้นจับคู่กันเอง และเป็นการหลบภัยจากปลาตัวอื่นอีกด้วย ปลาออสการ์จะวางไข่ติดกับวัสดุผิวเรียบๆ เช่น กระดานชนวน หรือกระเบื้องแผ่นเรียบ โดยก่อนวางไข่พ่อแม่ปลาจะใช้ปากช่วยกันทำความสะอาดบริเวณที่จะวางไข่ก่อน และเมื่อวางไข่แล้วก็จะเฝ้าดูแลไข่จนลูกปลาฟักออกเป็นตัวและเลี้ยงลูกต่อไปจนกว่าลูกๆ จะแข็งแรง สำหรับอาหารของลูกปลาในระยะนี้เป็นสัตว์น้ำขนาดเล็ก โดยทั่วไปจะใช้ไรแดงเป็นหลัก   เมื่อปลาพร้อมวางไข่ก็จะมีการสร้างรังปลาตัวอื่นที่ไม่ใช่คู่ของมันจะถูกไล่ออกไป คุณสมบัติน้ำที่เหมาะสมในช่วงฤดูผสมพันธุ์ สำหรับปลาตระกูล Cichlid ได้แก่ ปลาหมอสี ปลาปอมปาดัวร์ น้ำควรมีความเป็นกรด น้ำอ่อน ดังนั้นในช่วงนี้เมื่อรู้ว่าปลาพร้อมที่จะมีการปรับน้ำให้เหมาะสม โดยการเปลี่ยนคุณสมบัติของน้ำทีละเล็กทีละน้อย ความเป็นกรดและด่าง ควรให้ลดมาอยู่ที่ 6 - 7 ความกระด้างของน้ำควรให้ต่ำกว่า 160 พีพีเอ็ม อุณหภูมิของน้ำควรอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส
ในกรณีที่พบว่า พ่อแม่ปลากินลูกของตัวเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากปลาถูกรบกวนมากเกินไป หรือเพิ่งเคยเลี้ยงลูก ให้รีบแยกพ่อแม่ปลาออกไปทันที และในเวลาไม่นานปลาอาจจะตั้งท้องได้อีกหากได้รับการบำรุงร่างกายเป็นอย่างดี


   Designed By:  SadhWeb Directory  &  WP Theme

Sponsored By:  Affiliate Marketing Blog  &  Paid Directory