VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

Event ของ TextBox
1. TextChanged : ทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนข้อความไปจากเดิม อาจเกิดจากการพิมพ์หรือไม่ก็ได้เช่นอาจเกิดจากโค้ดสั่งให้ข้อความใน TextBox เปลี่ยน เหตุการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้น
2. KeyPress : ทำงานเมื่อมีการกดแป้นตัวอักษร แต่จะไม่สามารถตรวจสอบการกดแป้นพิมพ์ในกลุ่มCtrl, Alt, Shift, Backspace, F1-12, ปุ่มลูกศร
             ถ้าใส่คำสั่ง MsgBox(e.KeyChar) ไว้ในเหตุการณ์เพื่อตรวจสอบว่า ถ้า MsgBox ไม่เกิดขึ้นแสดงว่าเหตุการณ์ดักจับไม่ได้ ให้ลองสังเกตถ้ากดแป้นพิมพ์ Ctrl จะไม่เกิดMessageBox แสดงว่าดักจับปุ่มนี้ไม่ได้ แต่ถ้ากดแป้นพิมพ์ Enter จะเกิด MessageBox แต่ไม่แสดงตัวอักษร ทั้งนี้เพราะแป้นEnter ไม่มีตัวอักษรที่จะแสดง แต่เราสามารถแปลงเป็นรหัสแอสกี้แล้วนำมาตรวจสอบได้
a. e.KeyChar : เป็นการรับรู้ตัวอักษรใด ๆ บนแป้นพิมพ์เป็นตัวอักษร เช่น ถ้าใส่คำสั่งในEvent
If e.KeyChar = “a” Then
                                                TextBox1.Text = “”
 End If
หมายถึง เมื่อพิมพ์ตัว a จะทำการลบตัวอักษรทั้งหมดใน TextBox
b. Asc(e.KeyChar) จะเป็นการแปลงตัวอักษรเป็นค่า Ascii ของตัวอักษรนั้น เช่น
If Asc(e.KeyChar) = 13 Then
                Me.Text = TextBox1.Text
End If
3.  KeyDown : ทำงานทุกครั้งเมื่อมีการกดแป้นใด ๆ จะสามารถรับรู้แป้นได้มากกว่า KeyPress
a.  e.Control : ใช้ตรวจสอบการกดปุ่ม Ctrl บน keyboard
b.  e.Alt : ใช้ตรวจสอบการกดปุ่ม Alt บน Keyboard
c.   e.Shift : ใช้ตรวจสอบการกดปุ่ม Shift บน Keyboard
ตัวอย่าง
If e.Control = True Then
            TextBox1.Text = “Control”
 End If
 If e.Alt = True Then
            TextBox1.Text = TextBox1.Text & “Alternate”
 End If
 If e.Shift = True Then
            TextBox1.Text = TextBox1.Text & “Shift”
End If
หมายถึง  การกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งหรือทั้งสามปุ่ม แล้วแสดงคำนั้นใน TextBox1 ถ้า set เป็นค่า True
d.  e.KeyCode : จะแปลงการกดแป้นพิมพ์เป็นตัวเลขออกมาจากปุ่มทุกปุ่มบน Keyboard โดยหลายๆปุ่ม ที่ KeyPress ดักจับการกดไม่ได้ ก็จะสามารถดักจับได้ ยกเว้น ปุ่มเปลี่ยนตัวอักษร และ Print Screen  เช่น If e.KeyCode = 20 Then ตรวจสอบว่ามีการกดแป้น Caps Lock หรือไม่ หรือใช้คำสั่ง e.KeyCode = Keys.CapsLock จะสามารถแทนค่าปุ่มใดๆ ตามชื่อได้โดยที่ไม่ต้องทราบเลข หรือแทนปุ่มที่เป็น Multimedia ก็ได้
e.  ถ้าต้องการกดปุ่มใด ๆ หลายปุ่มพร้อมกัน เช่น Ctrl+Alt+a ใช้คำสั่ง
If e.Control = True And e.Alt = True Then
            If e.KeyCode = Keys.A Then
                MsgBox(”คุณกด ctrl+Alt+a”)
            End If
End If
4. Validating (หมายถึงความเป็นเหตุเป็นผลถึงจะใช้งานได้) เป็นเหตุการณ์ที่ใช้ตรวจสอบค่าที่อยู่ใน TextBox ว่าถูกต้องตามที่เราต้องการหรือไม่ เช่น ต้องการให้พิมพ์คำว่า Hello เท่านั้น จึงจะให้ผ่าน ใช้ร่วมกับ Property ที่ชื่อ CausesValidaion โดยจะต้อง set ค่าให้เป็น True ก่อนจึงจะใช้งานเหตุการณ์นี้ได้
ตัวอย่าง  ถ้าพิมพ์ข้อความอื่นที่นอกเหนือจากคำว่า Hello จะไม่สามารถทำงานใดๆ ได้ ( Cursor จะอยู่ ณ ตำแหน่งนั้นที่ TextBox)
If TextBox1.Text “Hello” Then
                                e.Cancel = True ‘ยังไม่ให้ผ่านไปที่ Control ตัวอื่น
End If
ตัวอย่าง  ถ้าพิมพ์ตัวอักษรน้อยกว่า 5 ตัว จะไม่สามารถทำงานใด ๆ ได้ ยกเว้นปิดโปรแกรม
If Len(TextBox1.Text)

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

TextBox   ใช้รับและแสดงข้อความจากผู้ใช้
Property ของ TextBox
   1.Font  TextBoxที่พิมพ์ได้เพียง 1 บรรทัด ของขนาดความสูงของ TextBox จะเป็นไปตามขนาดตัวอักษรของ Font  จะไม่สามารถปรับความสูงได้
   2.CharacterCasing  : เป็นการเปลี่ยนให้ตัวอักษรใน TextBox นั้นเป็นตัวพิมพ์ใหญ่หรือเล็ก เปลี่ยนทันทีที่พิมพ์ข้อความลงไป มีประโยชน์ในการทำโปรแกรมเกี่ยวกับฐานข้อมูล เช่น Oracle ซึ่งต้องถูกต้องทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และเล็ก มีสองลักษณะ คือ
a.Upper : เป็นการปรับให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่
b.Lower : เป็นการบังคับให้เป็นตัวพิมพ์เล็ก
   3. PasswordChar : เป็นการบังตัวอักษรให้เป็นสัญลักษณ์ เหมาะกับการใช้งานในการทำหน้าจอ Password โดยให้พิมพ์สัญลักษณ์ที่ต้องการใน Property PasswordChar เช่น ถ้าต้องการให้เป็น *
   4.ReadOnly : เป็นการทำให้ TextBox นั้นไม่สามารถพิมพ์ข้อความใด ๆ ได้เมื่อโปรแกรมทำงาน โดยค่า Default คือ False ถ้า set ให้เป็น True คือการให้เป็น ReadOnly
ในเวอร์ชั่น 6 เปรียบเทียบได้กับ Property Locked กับ Property Enabled แต่ทั้งสอง Property ไม่ทำให้พื้นหลังเป็นสีเทา ทำให้โปรแกรมเมอร์ที่ใช้VB6 จะต้องเพิ่มคำสั่งในการทำพื้นสีด้านหลังเอง แต่ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้แก้จุดด้อยดังกล่าวลงไป
   5.TextAlign : เป็นการจัดเรียงลักษณะของข้อความที่อยู่ใน TextBox มี 3 ลักษณะคือ Left, Right, Center
   6. MaxLength : เป็นการกำหนดจำนวนตัวอักษรที่สามารถใส่ใน TextBox นั้น เช่น ถ้าใส่ 5 หมายถึง สามารถใส่อักษรได้ 5 ตัวเท่านั้น
   7. WordWrap : สามารถขึ้นบรรทัดใหม่ให้อัตโนมัติเมื่อพิมพ์ไปจนถึงขอบด้านขวา  แต่จะต้องใช้คู่กับ Property MultiLIne ถึงจะแสดงผลได้  ค่า Default คือ True
   8.Multiline : เป็นการกำหนดให้ TextBox แสดงผลหรือพิมพ์ข้อความมากกว่าหนึ่งบรรทัด ดังนั้นจะทำให้เพิ่มความสูงของTextBoxได้  ถ้า set ให้เป็น True ถึงจะทำให้ WordWrap ทำงานได้  ค่า Default คือ False
   9.ScrollBar : เป็นการกำหนดให้ TextBox มี ScrollBar เพื่อให้ผู้ใช้เลื่อนดูข้อความที่พิมพ์เกินได้ มี 4 ลักษณะ คือ None, Horizontal, Vertical, Both จะแสดง ScrollBar เมื่อมีการใส่จำนวนอักษรเกินบรรทัดที่ตัว TextBox จะแสดงได้  แต่ถ้า WordWrap เป็น True จะทำให้ไม่แสดงในแนว Horizontal เพราะไม่มีทางที่ผู้ใช้จะพิมพ์เกินทางด้านขวา ตัวอักษรก็จะขึ้นบรรทัดใหม่
   10.AcceptsTab :
a.False : เป็นค่า Default โดยปรกติเมื่อกดแป้นพิมพ์ Tab จะเป็นการเลื่อน Focus ของ Control TextBox ไปยัง Control อื่น 
b.True : เมื่อกดแป้นพิมพ์ Tab จะเป็นการเว้นวรรคด้วย Tab (ลักษณะเหมือน Tab ใน MS Word) ภายใน TextBox เป็นคุณสมบัติที่เพิ่มจาก VB6
   11. AcceptsReturn : ความหมายตรงๆคือเป็นการยอมให้กด Enter  แต่โดยปกติถ้าProperty Multiline เป็น True(แสดงผลหลายบรรทัดได้) ก็สามารถที่จะเคาะ Enter แล้วขึ้นบรรทัดใหม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้า Property AcceptButton ของ Form ถูกเซตจะทำให้การเคาะ Enter ใน TextBox จะไม่ขึ้นบรรทัดใหม่ ดังนั้นProperty AcceptsReturn จะต้องถูกเซตให้เป็น Trueเพื่อไม่ให้ถูกครอบงำโดย Property ของ Form (ดู Property AcceptButton ของ Form เพิ่ม)
   12. CausesValidation : ค่า Default จะถูกเซตให้เป็น True จะใช้คู่กับเหตุการณ์ Validation ถ้าไม่ต้องการใช้ควรเซตให้เป็น False เพื่อให้โปรแกรมทำงานได้เร็วขึ้น

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

เรียนรู้ Event (เหตุการณ์) พื้นฐานที่มีอยู่ในทุกคอนโทรล
จุดประสงค์ในการเรียนรู้ คือ เป็นการศึกษาว่าแต่ละเหตุการณ์จะทำงานเมื่อไหร่
1. Click  ซึ่งเราได้ทำการศึกษาไปแล้ว  จะทำงานเมื่อมีการทำงานทั้ง MouseDown และ MouseUp อยู่บน Control เดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน  เช่น ถ้า Click ไปที่ปุ่มแล้วค้างไว้ไม่ปล่อยปุ่มแล้วลาก Mouse ออกจาก control จะถือว่าไม่มีการทำงานใน click
2. Enter  จะเหมือนกับ Event ใน VB 6 คือ GotFocus   จะทำงานเมื่อมีการโฟกัสครั้งแรกไปยัง Object นั้นๆ เท่านั้น โดยอาจเกิดจากการกด หรือการใช้ Tab
3. Leave ใน VB6 เรียกเหตุการณ์นี้ว่า LostFocus  จะทำงานเมื่อเลิกโฟกัสคอนโทรลตัวนี้ในครั้งแรกเท่านั้น  โดยจะใช้คู่กับ Enter
4. MouseEnter จะทำงานเมื่อมีการเคลื่อนไหว Mouse เข้าไปในบริเวณ Control นั้น โดยที่ยังไม่ต้อง Click control นั้น  ตัวอย่าง

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

Property
-         Dock  เป็นการวางตำแหน่งในรูปแบบการจัดซ้าย ขวา กลาง บน ล่าง เท่านั้น  สามารถขยายหรือลดขนาดได้เท่านั้น  แต่ไม่สามรถนำปุ่มออกมาจากตำแหน่งนั้นๆ ได้   

ข้อดีคือคอนโทรลจะรักษาตำแหน่งเช่นนั้นตลอด
ไม่ว่าจะเป็นการย่อหรือขยายขนาดหน้าต่าง

Anchor แปลว่า สมอเรือ  จะทำหน้าที่ในการปรับความห่างของ

ขอบหน้าต่างกับตัวคอนโทรลให้ได้ระยะเดิมเสมอ 

o       Top,Left หมายถึง จะรักษาตำแหน่งทางด้านซ้าย

และบนไว้ ไม่ว่าเราจะย่อหรือขยายหน้าต่าง

o       Bottom,Right  หมายถึง จะรักษาตำแหน่งทางด้านซ้าย

และบนไว้เสมอไม่ว่าเราจะย่อหรือขยายหน้าต่าง

o       ถ้าเลือกทั้ง 4 ด้าน จะทำให้ปุ่มนั้นถูกตรึงไว้ทุกด้าน

จึงทำให้มีขนาดย่อและขยายไปตามหน้าต่าง

ทั้ง Anchor และ Dock ทำให้สร้างหน้าจอโปรแกรมที่มีหน้าตาเหมือนเดิม เมื่อนำ

ไปทำงานบนหน้าจอความละเอียดที่แตกต่างกัน

 

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

Property
หน้าต่าง Property จะแสดงเพียงหน้าต่างเดียว ดังนั้น ถ้าเลือกที่ object ใด จะเป็น property ของ object นั้น เพื่อป้องกันการผิดพลาด ให้หมั่นสังเกตหัวหน้าต่างProperty เมื่อจะปรับเปลี่ยนค่า Property

การเรียงใน Property

            A-Z หมายถึง เรียงตามตัวอักษร

            := หมายถึง เรียงตามกลุ่มการทำงานเช่น Appearance จะเป็น

                      Property ในกลุ่มที่เกี่ยวกับลักษณะที่ผู้ใช้จะมองเห็นคอนโทรล
Property ที่ใช้บ่อยมีดังนี้
1. Name : ชื่อของวัตถุ จะใช้อ้างถึงชื่อในตอนเขียนโค้ด

2. Text : ข้อความที่แสดงบน control  นั้น ๆ                            

3. Font : กำหนดชนิดของตัวอักษร

4. BackColor : สีของพื้น  มี 3 กลุ่ม

4.1 System : เป็นกลุ่มสีมาตรฐานของระบบ

4.2 Web : เป็นกลุ่มสีที่มักมีชื่อเรียก ในกลุ่มผู้พัฒนาเว็บไซท์จะรู้จักดี

4.3 Custom : เป็นกลุ่มสีที่เรากำหนดได้เอง  ที่ช่องว่าง 2 แถว

             ให้ click ขวาที่ช่องว่างจะปรากฏหน้าจอให้

             เลือกสี เลือกความเข้มของสี

5. ForeColor สีของอักษร ทำการเลือกในลักษณะเช่นเดียวกับ BackColor

6. Locked : True หมายถึง เลื่อน control ต่างๆ ไม่ได้ตอน design 

   False (default) หมายถึงใช้งานได้ตามปกติ

7. Cursor : เป็นการเลือกลักษณะ Cursor เมื่อมาอยู่บน control นั้น

8. Enable : True (default) หมายถึง control นั้นใช้งานได้  

                    False หมายถึง Control นั้นไม่สามารถทำงานได้

เช่น ถ้าเป็น button ก็จะกดไม่ได้

9. Visible : True หมายถึง แสดงให้เห็นตอน run

   False หมายถึง ซ่อนไว้เมื่อ run

10. Size : คือขนาดของ control

                Width คือ ความกว้างของวัตถุในแนวนอน

                              Height คือ ความสูงของวัตถุในแนวตั้ง
11. Location : คือตำแหน่งที่วาง control ในแนวแกน x และ y

                             x แนวนอน   y แนวตั้ง
หมายเลข 1-5  ทำงานทันทีเมื่อเราเซต ในตอน Design

หมายเลข 6 เป็นคอนโทรลที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการทำงาน แต่จะให้ความสะดวกกับผู้เขียนโปรแกรมตอนออกแบบหน้าจอ
หมายเลข 7-9  จะเห็นผลการทำงานเมื่อ Run program แล้ว โดยเราจะมองไม่เห็นในตอน Design
ข้อสังเกต เมื่อมีการเปลี่ยนค่า Property ไปจากค่าเดิมที่เซตมา(default) ตัวอักษรใน Property จะเป็นตัวหนา

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ตัวอย่าง source code

Example2

Public Class Form1
    Inherits System.Windows.Forms.Form
  Windows Form Designer generated code
Private Sub Button1_Click(ByVal sender As Object, ByVal e As System.EventArgs) Handles Button1.Click
        Button1.Text = TextBox1.Text
    End Sub
End Class
 
เป็นโปรแกรมที่เอาข้อความจาก Textbox มาเป็น Text ของ button
                                     7.JPG

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ตัวอย่าง source code

Example1
Public Class Form1
    Inherits System.Windows.Forms.Form 

” Windows Form Designer generated code ”
     Private Sub Button1_Click(ByVal sender As Object, ByVal e As System.EventArgs) Handles Button1.Click
        TextBox1.Text = “Hello”
    End Sub
End Class
โปรแกรมจะแสดงคำว่า Hello ใน Textbox เมื่อกดปุ่ม button 1
                                       5.JPG

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ตัวอย่าง source code

Example
Public Class Form1
    Inherits System.Windows.Forms.Form
 Windows Form Designer generated code
 Private Sub Button1_Click(ByVal sender As Object, ByVal e As System.EventArgs) Handles Button1.Click
        MsgBox(”Hello”)
    End Sub
    Private Sub Button2_Click(ByVal sender As Object, ByVal e As System.EventArgs) Handles Button2.Click
        MsgBox(”สวัสดี”)
    End Sub
End Class
เมื่อ run แล้วจะได้ดังรูป คือ กด button 1 จะแสดง message box Hello
                                 กด button 2 จะแสดง message box สวัสดี
 

                                         4.JPG

 

 

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง VB .NET และ VB6 (ต่อ)

การประกาศตัวแปรที่เปลี่ยนไป
วิธีการประกาศตัวแปรที่เปลี่ยนไป
                ใน VB6 เราจะต้องประกาศตัวแปรให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงกำหนดค่าให้กับตัวแปรในอีกคำสั่งหนึ่ง่
ในขณะที่ VB.NET อนุญาตให้เราประกาศตัวแปรไปพร้อมกับการกำหนดค่าเริ่มต้นได้เลย เช่น 2 คำสั่งต่อไปนี้ ในVB6
                Dim X As Integer
                X = 1000
จะเทียบเท่ากับคำสั่งนี้ใน VB.NET
                Dim X As Integer = 1000
                นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถประกาศตัวแปรชนิดเดียวกันหลาย ๆตัวแปรในบรรทัดเดียวกันได้ เช่น ใน
VB6
                Dim Var1 As Integer
                Dim Var2 As Integer
ใน VB.NET เราสามารถประกาศตัวแปรได้พร้อม ๆกันในบรรทัดเดียว
                Dim Var1, Var2 As Integer
คำสั่งนี้ถ้าเป็นการประกาศใน VB6 จะมีความหมายว่า Var2 เป็นชนิด Integer ส่วน Var1 จะถือว่าไม่ได้รับการกำหนดชนิดข้อมูล ดังนั้น VB6 จึงกำหนดชนิดข้อมูลเป็น Variant ให้โดยดีฟอลต์
 

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง VB .NET และ VB6 (ต่อ)

ข้อมูลประเภทตัวเลขที่เปลี่ยนไป
                ข้อมูลชนิดตัวเลขใน VB.NET มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของข้อมูลไป เช่น
-ขนาดของข้อมูลชนิด Integer เปลี่ยนไป
ข้อมูลชนิด Integer ใน VB6 จะมีขนาด 16 บิต แต่ใน VB.NET จะเปลี่ยนไปเป็นขนาด 32 บิต
-ขนาดของข้อมูลชนิด Long, Double และ Currency เปลี่ยนไป
                ใน VB6 ข้อมูลชนิด Long และ Double จะมีขนาด 32 บิต แต่ใน VB.NET จะเปลี่ยนไปเป็นขนาด 64 บิต รวมถึงข้อมูลชนิด Currency ก็จะถูกทดแทนด้วยข้อมูลชนิด Decimal
                -มีข้อมูลชนิด Short เพิ่มขึ้น
                ใน VB.NET มีข้อมูลชนิด Short ที่เพิ่มขึ้นซึ่งมีขนาด 16 บิต (ใน VB6 ไม่มีข้อมูลชนิด Short)
สรุปความแตกต่างของข้อมูลชนิดตัวเลขระหว่าง VB6 และ VB.NET ได้ดังตาราง

                    

VB6
VB.NET
Integer (16 บิต)
Long     (32 บิต)
-
Currency
Short  (16 บิต)
Integer (32 บิต)
Long   (64 บิต)
Decimal

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

 ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง VB .NET และ VB6 (ต่อ)

ชนิดของข้อมูลและโอเปอเรเตอร์ที่เปลี่ยนไป
ชนิดข้อมูลใน VB .NET ได้ถูกเปลี่ยนไปค่อนข้างมากทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน CLS และภาษาโปรแกรมอื่นๆ ใน .NET ดังนั้นระหว่างชนิดข้อมูลใน VB6 จึงมีความแตกต่างกันหลายจุดดังรายละเอียดต่อไปนี้
Universal Data Type (Variant) ที่เปลี่ยนไป
                ใน VB6 ชนิดข้อมูลที่เป็น Universal Data Type หรือชนิดข้อมูลที่สามารถใช้แทนชนิดข้อมูลอื่นๆ ได้ทั้งหมดคือ Variant (หากไม่มีการระบุชนิดตัวแปรขณะประกาศตัวแปร VB6 จะกำหนดตัวแปรนั้นให้เป็น Variant โดยอัตโนมัติ) แต่ใน VB. NET จะถูกทดแทนด้วยชนิด Object แทน ซึ่งเป็น Universal Data Type ภายใต้. NET (ทุกภาษาภายใต้ .NET ใช้ Object เป็นดีฟอลล์เหมือนกัน) และ Variant ยังถือเป็นคำสงวน (Reserved word) ใน VB.NET ที่เราไม่สามารถนำไปตั้งชื่อตัวแปรได้
 

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

 ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง VB .NET และ VB6 (ต่อ)

 ความแตกต่างทั่วไป

คอนโทรล (Control) ที่เปลี่ยนไป
                ใน VB .NET มีคอนโทรลเพิ่มขึ้นจำนวนมาก คอนโทรลเดิมบางตัวก็มีการเปลี่ยนแปลงพร็อพเพอร์ตี้บางอย่างไป เช่น พร็อพเพอร์ตี้ Caption ของ Label และ form ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพร็อพเพอร์ตี้ Text เหมือนกับใน Textbox เป็นต้น
คำสังและความสามารถบางอย่างใน VB6 ถูกยกเลิกไป
                คำสั่งและความสามารถบางอย่างใน VB6 ได้ถูกยกเลิกไปใน VB .NET เช่น OLE Container Control, การ binding ข้อมูลใน DAO และ RDO, ActiveX DHTML Page Application, DDE (Dynamic Data Exchange), Windows API บางส่วน, ตัวแปรแบบ
Variant เป็นต้น
IDE (Integrate Development Environment) ที่เปลี่ยนไป
                ใน VB .NET จะใช้ IDE เดียวกับภาษาอื่น ๆ ใน Visual Studio .NET เช่น C# แต่จะใช้โปรแกรมภาษาต่างกันเท่านั้น ส่วนใน Visual Studio 6 จะใช้ IDE ต่างกันระหว่าง C++ และ VB6 เป็นต้น

การดีบัก (Debug) โปรแกรมที่เปลี่ยนไป
                การดีบักโปรแกรมใน VB .NET โดยรวมแล้วยังคงเหมือนกับ VB6 แต่ก็ยังมีบางจุดที่แตกต่างกัน เช่นใน VB6 เราสามารถก้ำไขโปรแกรมขณะอยู่มนโหมด Break และสามารถดีบักต่อไปได้โดยไม่ต้องหยุดและเริ่มใหม่ แต่ใน VB .NET เราจะต้องหยุดการทำงาน, แก้ไขโปรแกรมและเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง (เพราะ VB .NET ทำงานในลักษณะ Compiler ไม่ใช่ Interpreter)
คำสั่ง MsgBox ถูกเปลี่ยนไป
                ใน VB .NET จะใช้ MassageBox.Show แทนการใช้ฟังก์ชัน MsgBox

 

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง VB .NET และ VB6

VB .NET และ VB6 มีความแตกต่างกันอยู่หลายจุดเนื่องจาก VB .NET มีการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมใหม่ มีความสามารถหลายอย่างที่เพิ่มขึ้น รูปแบบภาษาบางอย่างยังคงสามารถทำงานได้เหมือนเดิมแต่เปลี่ยนแปลงวิธีการเขียนไปรวมถึงคำสั่งและความสามารถบางอย่างได้ถูกยกเลิกไปเช่นเดียวกัน
 

ความแตกต่างทั่วไป
VB .NET เปลี่ยนเป็นภาษาแบบ OOP เต็มตัว
                ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาษาแบบ OOP (Object Oriented Programming) ภายใต้สถาปัตยกรรม .NET และอยู่ภายใต้มาตรฐาน CLS (Common Language Specification) สามารถเรียกใช้งานและอินเฮอร์ริต (inherit) ข้ามภาษาได้
ประเภทของการพัฒนาแอพลิเคชั่นที่เปลี่ยนไป
                ใน VB .NET เราสามารถสร้างแอพพลิเคชั่นได้หลายรูปแบบ ได้แก่ Win Form, Web Form, Web Service และ Console ซึ่ง Win From ก็คล้ายๆ กับฟอร์มใน Windows ที่เราสร้างขึ้น ด้วย VB6 โดยทั่วไป ส่วน Web Form เป็นการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นภายใต้ .NET ซึ่งใช้วิธี drag-and-drop เช่นเดียวกับการสร้าง Win Form ส่วน Web Services เป็นรูปแบบการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นแบบใหม่ ซึ่งมองแอพพลิเคชั่นเป็นลักษณะการให้บริการซึ่งสามารถถูกเรียกใช้งานผ่านเว็บได้ และใช้มาตรฐาน XML (Extensible Markup Language) ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ส่วน Console เป็นแอพพลิเคชั่นแบบใหม่ที่ทำงานในลักษณะโปรแกรมที่รัน DOS โดยทั่วไป คือการแสดงผลและรับข้อมูลในลักษณะของข้อมูล

 

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

หน้าจอแสดง Code Editor เมื่อเปิดมาครั้งแรกโปรแกรมจะสร้าง code บางส่วนให้แล้ว ดังรูป 

1. เป็นส่วนของ Object ที่เราจะเลือก เรียกช่องนี้ว่า Class name 

2. เป็นส่วนของ Event ของ Object นั้นๆ เรียกช่องนี้ว่า Method name 

3. Windows Form Designer generated code เป็น code ที่สร้างขึ้นอัตโนมัติเมื่อเรามีการสร้าง control ถ้ากดที่เครื่องหมายบวกจะแสดงให้เห็นว่า code ทั้งหมดเป็นอย่างไร 

4. ใน VB .NET จะเป็นการเขียนโปรแกรมโดยอยู่ภายใต้ Class เหมือน JAVA

                                             3.JPG 

VB.NET

หัวข้อพิเศษไอที, VB.Net No Comments »

ชนิดของไฟล์ใน Visual Basic.NET

ชนิดของไฟล์ (Project Item)
นามสกุลของไฟล์
คำอธิบาย
Visual Studio Solution
Visual Studio Project
Windows Form
Class
Module
HTML
XML
.NET  XML  Resource Template
Assembly Information
.sln
.vbproj
.vb
.vb
.vb
.htm , .html
.xml
.resx
Assembly Info.vb
เก็บรายละเอียดของโพรเจ็คต่าง ๆ ภายใน Solution
เก็บว่าภายในโพรเจ็คมีโพรเจ็คไอเทมใดอยู่บ้าง รวมถึงตัวเลือกของโปรเจ็คด้วย
เก็บข้อมูลของ Win From ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับฟอร์ม เช่นคอนโทรลต่าง ๆ ซอร์สโค้ด ที่เกี่ยวกับฟอร์มนั้นๆ เป็นต้น
เก็บคลาส (ต้นแบบของออบเจ็ค) ที่สร้างขึ้น
จะใช้เป็นตัวแปร ค่าคงที่ โปรแกรมย่อยที่สามารถถูกเรียกใช้ได้จากทุก ๆ ไฟล์ในโพรเจ็ค
เป็นไฟล์ HTML ที่ใช้ในโพรเจ็ค
เป็นไฟล์ XML ที่ใช้ในโพรเจ็ค
เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับ  resource ของ XML
เก็บรายละเอียดข้อมูลของโปรเจ็ค ซึ่งจะเก็บ metadata เกี่ยวกับ assembies ของโพรเจ็ค

 

 


   Designed By:  SadhWeb Directory  &  WP Theme

Sponsored By:  Affiliate Marketing Blog  &  Paid Directory