ข้อเตือนใจ

ปรัชญา No Comments »

อย่าทำงานแบบวนไปมาในอ่าง

อย่าเชี่ยวชาญเรื่องทั่วไป

อย่าขาดทักษะเรียนรู้สิ่งใหม่

อย่าเป็นผู้อายุงานสูง แต่ประสบการณ์ต่ำ

อย่ามุ่งสอนมากแต่เรียนรู้น้อย

อย่าสอนให้ตอบมากกว่าสอนให้ถาม

อย่าซื้อหนังสือแต่ไม่มีเวลาอ่าน

อย่าสอนให้จำมากกว่าสอนให้ค้น

ความรู้ที่ดีที่สุดมาจากประสบการณ์

ความรู้จริงเกิดจากการปฏิบัติ

ถ้าเราสามารถฝัน เราก็ยังมีทางที่สามารถทำได้ตามที่ฝัน

มองภาพรวมก่อนแลวมาดูรายละเอียด มีประเด็นอะไรบ้าง ในการเพิ่มประสิทธิภาพ

รูเขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะหมด แต่ชนะโดยไม่ต้องรบดีกว่า

องค์กรที่ไม่เรียนรู้เหมือนสัตว์ที่สูญพันธ์ การเรียนรู้เป็นทางที่อยู่รอด

องค์กรที่ยั่งยืนเป็นอมตะเป็นองค์กรที่ปรับตัวได้ดีตามสถานะการณ์

ภาวะผู้นำในการสร้างองค์กรควรเป็นอย่างไร

ปรัชญา No Comments »

ผู้นำเป็นผู้นำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามที่คาดหมาย มีบทบาทหน้าที่ให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ผู้นำจะมีลักษระที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น โดยทั่วไปเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีผลการปฏิบัติงานสูงกว่ามาตรฐานเพื่อตอบคำถาม อะไร ทำไม อย่างไร  เป็นผู้ชี้นำที่มีความกระตือรือร้น เป็นผู้ชนะ วีรบุรุสผู้กล้าหาญ เป็นผู้ฝึกสอนงาน มีบุคลิกลักษณะที่ดี

ผู้นำเป็นผู้กำหนดภาพที่หมายไว้ในอนาคต ให้เป็นที่คาดหมายของผู้อื่น เพื่อกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติงาน มุ่งสู่เป้าหมายในอนาคตที่วางไว้

ภาวะผุ้นำ เป็นใครก็ตามที่มีอิทธิพลทำให้ผู้อื่นสมัครใจร่วมทำงานในสถานะการณ์ต่างๆ ให้บรรลุความสำเร็จ เป็นผู้มีความสามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติตามที่เขารับผิดชอบ

บทบาทสำคัญของผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำ
เป็นผู้วางเงื่อนไข และจัดการคนในกลุ่ม ฝ่ายงาน ส่วนงานให้ปฏิบัติตาม

ผู้ที่สร้างวิธีคิด วิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

ผู้ที่ชอบแก้ไขปัญหา อาสาแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางพฤตินัย นิตินัย และหรือปฏิบัติงาน

ผู้ที่กำหนดทิศทางขององค์กร กำหนดวัตถุประสงค์ของฝ่ายงาน ส่วนงานที่สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร

เป็นผู้จัดการทรัพยากรขององค์กรในการสนับสนุน การดำเนินงานขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย

เป็นผู้กำหนดงาน กิจกรรม กระบวนการที่ดีที่สุด

เป็นผู้มีบทบาทต่อการตัดสินใจในองค์กร

เป็นผู้กำกับให้มีการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง การติดตามประเมินผล และเข้าไปแก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน

เป็นผู้มีทักษะและความชำนาญในการปฏิบัติงาน ดังนั้นจำเป็นต้องรู้ในศาสตร์บริหาร

เป็นผู้คิดปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง และแสวงหาโอกาสที่จะพัฒนางานขององค์กร ฝ่ายงาน ส่วนงาน หรือหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ

เป็นผู้จูงใจและกระตุ้นส่งเสริมพนักงาน ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เป็นผู้นำในการทำงาน ให้ผู้อื่นได้เอาแบบอย่าง และร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิผล

เป็นผู้ที่สามารถในการประสานงาน ประสานแผน ประสานงานกับองค์กรอื่นได้ดี

เป็นผู้ที่มีคุณธรรมของผู้บริหาร คือมีพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา

ประชาธิปไตยในความหมายที่ควรจะเป็น

สังคม, ปรัชญา No Comments »

ความหมายตามตัวอักษรของประชาธิปไตยนั้นหมายถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เหมือนกับที่ประธานาธิปดีลินคอร์นได้เคยกล่าวไว้ว่าเป็นการปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ซึ่งที่เข้าใจกันผ่านทางการเลือกผู้แทน เข้าไปทำหน้าที่แทน ตามความหมายที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ได้ให้ไว้เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมมีโอกาสในการสร้างสรรค์สังคามร่วมกัน เป็นเหมือนหลักการประชาธิปไตย 3 ข้อคือ

หลักการอิสรภาพ หรือมีเสรีภาพโดยไม่ไปกระทบสิทธิของผู้อื่นในการใช้เสรีภาพ

หลักการเสมอภาค มีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกชั้นวรรณะ มีความปรองดองสมานฉันท์

หลักการภราดรภาพ หรือความเป็นเอกภาพ เป็นพี่น้อง ความสามัคคีกลมเกลียวกัน

นอกจากนี้ท่านยังได้ให้หลักเพิ่มเติมว่าจะต้องมีธรรมาธิปไตยที่  จะต้องมีคุณธรรม  เพราะมีโอกาสที่เป็นไปได้ว่าจะใช้หลักการทั้งสามข้อดังกล่าวไม่ถูกต้องดังที่เราจะเห็นกันได้ว่า มีการใช้เสรีภาพไปในทางที่ผิด ไปในทางที่แย่งชิงผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง  ดังนั้นหลักการประชาธิปไตย จึงเป็นสังคมที่ชอบธรรม และเป็นธรรม นั่นก็คือมีอิสรภาพ ความเท่าเทียมกัน และมีคุณธรรม

มหาวิทยาลัยมิสซูรีโคลัมเบียที่ผมเคยไปศึกษาเล่าเรียนก็มีปรัชญาที่เป็นข้อหนึ่งของหลักการประชาธิปไตยคือให้โอกาสอย่างเสมอภาค (equal oppurtunity) ก็เคยได้ยินมีคนพูดว่าถ้าเขียนว่าให้โอกาสเท่าเทียมแล้วละก็จริงๆ มันก็ไม่เท่าเทียมหรอก ทำนองนั้นยังมีการแบ่งแยกกันด้วยความแตกต่างกันหลายอย่าง แต่ที่เขียนไว้เช่นนั้นก็เพื่อที่จะเข้าสู่จุดนั้นให้ได้ให้มากที่สุด เช่นเดียวกับหลักการประชาธิปไตย ก็เป็นเหมือนหลักปรัชญาที่จะ เข้าสู่จุดนั้นให้ได้มากที่สุดเช่นกัน การจะเป็นเช่นนั้นได้ ต้องการคนที่มีความรู้ คุณภาพของคนที่จะร่วมไม้รวมมือกัน  ช่วยเหลือกันหาทางออกของประเทศ แก้ปัญหาของประเทศอย่างเหมาะสม และช่วยกันสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์และความสงบสุขในสังคม  และการที่คนจะมีคุณภาพ มีความรู้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพการศึกษา  มิฉะนั้นแล้วเราก็อาจจะได้ยินคำว่า ประชาธิปไตย 1 นาทีเฉพาะเมื่อเข้าคูหาตัดสินใจเลือกผู้แทนเป็นเพียงกิจกรรมเดียวของประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงในความไม่แน่นอน

ปรัชญา No Comments »
จากคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน   และการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด  ทั้งสองประโยคข้างต้นดูเหมือนว่าจะขัดกันเอง เพราะในประโยคแรกแน่นอนที่สุดแล้วคือความไม่แน่นอน แต่ประโยคหลังยังมีสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าดูตามตรรกะแล้วจะพบว่าความไม่แน่นอนกับการเปลี่ยนแปลงมีความสมนัยกัน เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงจึงไม่แน่นอน ในโลกนี้หรือในจักรวาลอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้จึงไม่มีอะไรแน่นอน และไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่มีใครที่ไม่ตาย ก็ต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทั้งสิ้น การจะพูดว่ามาจากธรรมชาติก็กลับสู่ธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน เหมือนกับการเป็นความจริงเชิงประจักษ์ การกล่าวเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าจะขัดกับที่เคยกล่าวมาแล้วว่าไม่มีอะไรแน่นอน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด เหมือนกับกำปั้นทุบดิน  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาจากธรรมชาติทั้งสิ้นซึ่งเป็นความจริงเชิงประจักษ์ ที่พบว่าในความจริงนั้นเป็นความจริงที่ว่ามีความไม่แน่นอนอยู่ในนั้น

กลศาสตร์ควอนตัมไม่สามารถบอกหรือวัดค่าได้แน่นอนจึงบอกในเทอมความน่าจะเป็น และการจะทราบว่าอะไรจะคงอยูุ่หรือไม่นั้น เราจะต้องไปสังเกตมันเสียก่อน ถ้าไม่ไปสังเกตมันก็ไม่อาจตอบได้ว่ามันมีอยู่หรือไม่ จึงตอบไม่ได้ทั้งว่ามีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่ ซึ่งก็อยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอน หรือธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้นเอง หรือไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอนไม่ว่าในทางธรรมและในทางวิทยาศาสตร์

ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน

ปรัชญา No Comments »

หนุ่มจบ MBA จากมหาวิทยาลัยดังจากต่างประเทศ วันหนึ่งได้ไปที่ชายทะเล มองเห็นชาวประมงค์ กำลังนำเรื่อที่จับปลาได้มาขึ้นฝั่ง

หนุ่มMBA        : ก็ถามชาวประมงค์ว่า  ปลาที่จะจับมาได้จะเอาไปไหน
หนุ่มชาวประมงค์ : ตอบว่าก็จะเอาไปขาย
หนุ่มMBA        : ก็ถามต่อว่าเมื่อขายปลาได้แล้วทำอะไร
หนุ่มชาวประมงค์ : ตอบว่าก็จะได้มีเวลาไปพักผ่อน อยู่พูดคุยกับลูกเมีย มีเวลาว่างจะได้ไปเดินเล่นชายทะเลดูพระอาทิตย์ตกน้ำบ้าง
หนุมMBA        : ก็พูดต่อไปอีกว่าทำไมไม่ออกไปจับปลาหลายๆ เที่ยวจะได้มีเงินเยอะๆ เก็บสะสมไว้
หนุ่มชาวประมงค์ : ก็ถามบ้างว่าแล้วจะทำอย่างไรต่อไป
หน่มMBA        : ก็ตอบว่ามีเงินเหลือก็จะนำไปชื้อหุ้น เพื่อจะได้มีกำไรมากขึ้น จะได้มีเงินไปซื้อบ้าน อรถยนต์ เครื่องปรับอากาศและ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้ชีวิตสะดวกสบาย เมื่อปลดเกษียณแล้ว ก็จะได้ไม่ลำบาก มีเวลาว่างได้อยู่กับลูกเมีย และมีเวลาไปเดินเล่นที่ชายทะเลดูพระอาทิตย์ตกน้ำ
หนุ่มชาวประมงค์  :? ?????????

การคงอยู่ของสรรพสิ่ง

ปรัชญา No Comments »

ไลนิบซ์ อาคีมีดีส และนิวตันนั้น เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างวัดค่าได้แน่นอนในสภาวะในชีวิตประจำวันทั่วไป  แต่ในภาวะที่ไม่ธรรมดาสำหรับวัตถุที่มีขนาดเล็กมากในระดับอะตอม ไม่สามารถที่จะวัดค่าได้แน่นอน ทั้งนี้เพราะสิ่งที่นำไปใช้วัดมีผลกระทบทำให้สิ่งที่ถูกวัดนั้นเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในทางควอนตัมที่ศึกษาองค์ประกอบของสารและพลังงานในระดับอะตอมจึงไม่สามารถที่จะบอกค่าต่างๆ ได้แน่นอนแต่วัดค่าในเทอมของความน่าจะเป็น แม้แต่ไอน์สไตย์ก็ยังพลาดในเรื่องนี้ที่วิจารณ์ว่าไม่น่าจะเป็นไปตามนั้น แต่ด้วยข้อกำหนดดังกล่าวได้สร้างความก้าวหน้าให้วิชาควอนตัมในการนำไปใช้มากมายในโลกปัจจุบัน

และไอน์สไตย์ก็พลาดซ้ำสองอีกเมื่อพูดถึงความคงอยู่ของสาร ซึ่งได้ถกเถียงกันอย่างมากในเรื่องนี้  โดยกลุ่มของไอน์สไตย์นั้นเชื่อว่าไม่ว่าเราจะเข้าไปสังเกตหรือไม่สิ่งต่างๆ ก็ยังคงอยู่เหมือนเิดิมเช่นโลกเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์  แม้เราไม่เข้าไปสังเกตก็ยังคงอยู่เช่นนั้น ส่วนอีกกลุ่มนั้นเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่เห็นเพราะเราเข้าไปสังเกตไปรับรู้จึงรู้ว่าเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่เข้าไปรับรู้ก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีหรือไม่มี หรือเป็นเช่นไรซึ่งเป็นแนวคิดเชิงควอนตัม ชเรอดิงเงอร์ได้คิดการทดลองในความคิดโดยให้แมวอยู่ในกล่องที่ปิดมิดชิดและในกล่องมียาพิษและมีสารกัมมันตรังสี ถ้ามีการปลดปล่อยรังสีเมื่อไรไปกระทบขวดยาพิษแล้วจะทำให้แม้วตาย การทดลองนี้เรียกว่าแมวของชเรอดิงเงอร์ ผลการทดลองไม่สามารถสรุปได้เลยว่าแมวตายหรือยังมีชีวิตหรือไม่ เพราะเราไม่ได้ไปสังเกตรับรู้นั่นเอง  ในเรื่องนี้จะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติไปสู่นิพพานที่ให้ตัดผัสสะที่ก่อให้เกิดกิเลสไม่ไปรับรู้ได้เมื่อไร ก็เท่ากับตัดกิเลสได้  ดังที่เราปฏิบัติกันในวิปัสนากรรมฐาน

ข้อคิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก

ปรัชญา No Comments »

เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานข่าวถึงความแปลกที่่มีคนตกตึกชั้นที่ 47 ที่มีอยู่คนหนึ่งไม่ตายแต่ก็บาดเจ็บสาหัส และในเวลาต่อมามีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ หมอผู้ดูแลได้กล่าวถึงว่าฟื้นคืนปกติได้เร็ว อาการตอนเริ่มแรกมีกระดูกหักหลายที่ และสมองได้รับกระทบกระเทือน ขณะที่เพื่อนอีกคนตายคาที่ ผู้สันทัดกรณีกล่าวกันว่าสำหรับคนที่ตกตึกแค่10 ชั้น ก็มักจะไม่ถึงหมอแล้วเพราะตายเสียก่อน ทำให้กรณีนี้จึงเป็นเรื่องแปลก เหมือนกับตกจากเครื่องบินแล้วไม่เป็นอะไรมาก

ความจริงมีอุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย แต่่อาจไม่ใช่ตกจากตึกแต่จากสาเหตุอื่นๆ เช่นไฟไหม้่ ไฟลวก ถูกของมีคม หรือเหล็กทิ่มตำแล้วเกือบโดนที่สำคัญทำให้รอดมาได้ และกรณีท่ี่คล้ายๆกันเคยมีอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่อ่าวโตเกียวผู้โดยสารตายหมดทุกคนยกเว้นเด็กทารกอยู่คนเดียวที่รอด ถ้าจะกล่าวว่าอยู้่ในหัตถ์ของพระเจ้าก็ไม่ผิด

จากที่กล่าวมาแล้วทำให้นึกว่ากฏทุกกฏย่อมมีข้อยกเว้น แต่ในกรณีนี้ไม่ต้องยกเว้นอีกต่อไปถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาได้ เพราะเป็นไปตามหลักแห่งความไม่แน่นอนของวิทยาศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่ากลศาสตร์ควอนตัม ที่ในทุกเหตุการณ์ที่สังเกตยังมีข้อผิดพลาดไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เพราะจากหลักอันนี้ทำให้คิดได้ว่า คนยังมีโอกาสที่จะเดินทะลุกำแพงที่ขวางกั้นได้แม้ว่าจะมีโอกาสอันน้อยนิดก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ อันนี้ไม่รวมอิทธฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถ้าจะมี และก็เป็นไปตามหลักที่ว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากดังกล่าวทำให้คิดหาเหตุผลมาอธิบายได้ยาก อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเชื่อว่าถ้าเราศึกษาให้แจ่มแจ้งจนรู้จริงทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องก็จะอธิบายได้ในที่สุด เมื่อมนุษย์ยังศึกษาไปไม่ถึง เข้าใจลำบากก็เลยยกให้เป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องอยู่นอกเหนือความคิดมนุษย์เสีย แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ไม่หยุดนิ่งยังคงศึกษาเรียนรู้ต่อไปไม่รู้จบ ตัวเองศึกษาไม่ได้ ก็ใช้เครื่องมือช่วย ทำให้รู้และเข้าใจมากขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ของมนุษย์ไม่ทางหนึ่งก็ทางใดต่อไปแน่นอน

วงจรชีวิตของกระบวนทัศน์

ปรัชญา No Comments »

วงจรชีวิตของกระบวนทัศน์(The life cycle of a paradigm) ซึงได้มีการศึกษากันพบว่าแต่ละกระบวนทัศน์พัฒนาไปใน 3 ขั้นตอน

1. ขั้นการเติบโตช้า เป็นขั้นตอนแรกของการเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือเอ็กโพเนนเชี่ยล (exponential growth)

2. ขั้นการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นขั้นที่เติบโตอย่างรวดเร็วมากหรือขั้นระเบิดตัว เป็นการเติบโตแบบเอ็กโพเนนเชียลอย่างเต็มรูปแบบ

3. ขั้นลดระดับลงขณะที่กระบวนทัศน์เฉพาะหนึ่งเข้าสู่ช่วงการเติบโตเต็มที่

ความก้าวหน้าในการเติบโตของทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าวถ้าสเก็ตเป็นภาพคล้ายกับตัวS ยืดเอียงไปทางขวา หรือกล่าวได้ว่าเป็นเส้น curve รูปตัว S ซึงมีลักษระตัว S ต่อกันไปเป็นช่วงๆ  แต่ละช่วงของ S curve จะเร็วขึ้นใช้เวลาน้อยลงในแกน x ขณะที่มีผลการกระทำในแกน y มากขึ้น

เมื่อพิจารณา 2000 ล้านปีที่ผ่านมา บรรพบุรุสของเรายังอยู่ในรูปของจุลินทรีย์ และ 500 ล้านปีท่ี่ผ่านมาในรูปของปลา 100 ล้านปีทีผ่านเป็นพวกคล้ายหนู่ 10 ล้านปีที่ผ่านมาเป็นกลุ่มมนุษย์ลิง 1ล้านปีที่ผ่านมาเป็นมนุษย์เริ่มแรก ที่เริ่มจะคุ้นกับไฟ การวิวัฒนาการของเราตามเส้นทางเวลามีเครื่องหมายของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ และในเวลาของเราพลิกหน้าไปอย่างรวดเร็วขึ้น

อัตราของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในเชิงนวัตกรรมใหม่ทางเทคนิคอยู่ในอัตราเร่ง ปัจจุบันจะเพิ่มเป็นสองเท่าในทุกๆ 10 ปีโดยเฉลี่ย และยืนยันคำพูดของเชอชิลที่เคยกล่าวว่ายิ่งมองกลับไปในอดีตมากเท่าใดก็จะเห็นได้ว่าเราก้าวไปข้างหน้ามากเพียงไร

ปัญญากับสติยิ่งมีมากยิ่งดีหรือไม่

ปรัชญา No Comments »

คำว่าสติปัญญามักใช้คู่กันในบางครั้ง คำอวยพรจากผู้ใหญ่ก็บอกให้เรามีสติปัญญา เหมือนกับว่า สติปัญญาเป็นคำเดียวกัน แต่ความจริงแล้วการจะเกิดปัญญาได้สติต้องมาก่อน ดังคำพูดที่มักจะได้ยินบ่อยๆคือ “สติมาปัญญาเกิด” ถ้าแยกความหมายสติจะหมายถึงความรู้ตัวละลึกได้มีความยั้งคิด ส่วนปัญญาเป็นความรู้ที่นำมาใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ คนที่จะใช้ปัญญาได้ดีต้องมีสติ ดังนั้นสติยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี มีแต่คุณไม่มีโทษ

สำหรับปัญญาตามความเข้าใจคิดกันว่ายิ่งมีมากก็ยิ่งดี แต่สามารถกล่าวได้ว่ามีมากไปแล้วขาดศรัธาก็จะกลายเป็นทิฏฐิมานะ  และปัญญาที่มีมากไปแต่ขาดสมาธิก็จะกลายเป็นฟุ้งซ่านได้  เช่นเดียวกันถ้ามีสมาธิมากเกินไปก็ขาดปัญญาได้ หรือขาดวิระยะอุตสหะจะกลายเป็นเกียจคร้านได้เหมือนกัน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดแยกส่วนและองค์รวม

ปรัชญา No Comments »

ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์รวมและการแยกส่วนนั้น ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง การจะบอกว่าอะไรเป็นการแยกส่วน อะไรเป็นองค์รวมนั้นเราจะพิจารณาที่ความสัมพันธ์ว่าสิ่งที่พิจารณาศึกษา สิ่งที่สนใจ สิ่งที่นำมาคิดอยู่ในประเด็นเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆ กันอย่างไรให้ครอบคลุมมากที่สุดที่จะให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

การมองแบบแยกส่วนแบบกลศาสตร์นิวตัน ที่มองทุกอย่างเป็นเครื่องจักรกลอธิบายและทำนายได้ด้วยกฏของนิวตัน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุที่ใหญ่หรือเล็กย่อยเพียงใดก็สามารถอธิบายได้ด้วยกฏของนิวตัน เป็นปฐมบทที่นำไปสู่การคิดแบบแยกส่วนที่ทำให้เหมือนกับไม่ได้มองถึงผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อยากทำระบบหนึ่งให้ดี เยี่ยมแต่ก็ไปทำให้ระบบรอบข้างเสียหาย ดังที่เราประสบกับการพัฒนาแบบแยกส่วนในปัจจุบัน ที่เราพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเน้นจีดีพี มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดี แต่ผลกระทบก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง และทำลายคุณธรรมจริยธรรมอันดีงามไป แนวคิดเรื่ององค์รวมจึงเกิดขึ้นว่าเราจะต้องมองให้รอบด้าน ให้รอบคอบให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ให้น้อยที่สุด

ความจริงในกฏความโน้มถ่วงของนิวตันที่คิดให้สสารทุกชนิดดึงดูดซึ่งกันและกัน เหมือนกับโลกดึงดูดเราและเราก็ดึงดูดโลกเท่าๆกัน มีลักษณะเป็นองค์รวมแต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะคิดให้ละเอียดสมบูรณ์ได้ ขณะที่เราวัดน้ำหนักที่เป็นแรงดึงดูดของโลกที่กระทำต่อเรานั้น แรงจากวัตถุสารอื่นๆ ก็มีผลกระทบแต่แรงโน้มถ่วงของโลก แต่เราถือว่าน้อยมากตัดทิ้งได้ไม่นำมาคิดทุกองค์ประกอบ ซึ่งต่อมามีทฤษฎีที่มององค์รวมมากกว่าเช่นทฤษฎีสัมพันธภาพและทฤษฎีควอนตัม ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสสารขนาดใหญ่มากและเล็กมากได้ดีกว่าทฤษฎีของนิวตัน แต่ในโลกปัจจุบันเราก็ยังไม่ได้เลิกการใช้กฏนิวตัน เพราะส่วนใหญ่การวัดในชีวิตประจำวันได้ละเอียดถูกต้องเพียงพอแล้วที่ใช้ได้สะดวกกว่าในทางปฏิบัติ

ดังนั้นเราสามารถที่จะแยกส่วนที่จะศึกษาเป็นหน่วยวิเคราะห์ แต่มองสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวมที่ดูถึงผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เปรียบเหมือนกับการที่เราใช้รถยนต์นั่งเพื่อเดินทาง แต่ไม่ใช้รถไถนาในการเดินทาง หรือเราใช้สิ่วในการแกะไม้จะนำไปใช้แทนฆ้อนไม่ได้ จะเห็นว่าหน่วยวิเคราห์เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเหมาะสมกับเงื่อนไขในบริบทหนึ่งๆ  ไม่ใช่สร้างเครื่องมือชนิดหนึ่งแล้วใช้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเรียกว่าเป็นองค์รวม

 

เรื่องที่ไม่ธรรมดากับความไม่แน่นอน

ปรัชญา, ดิจิทัล No Comments »

เมื่อวานนี้มีรายงานข่าวถึงความแปลกที่่มีคนตกตึกชั้นที่ 47 ที่มีอยู่คนหนึ่งไม่ตายแต่ก็บาดเจ็บสาหัส และในเวลาต่อมามีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ หมอผู้ดูแลได้กล่าวถึงว่าฟื้นคืนปกติได้เร็ว อาการตอนเริ่มแรกมีกระดูกหักหลายที่ และสมองได้รับกระทบกระเทือน ขณะที่เพื่อนอีกคนตายคาที่ ผู้สันทัดกรณีกล่าวกันว่าสำหรับคนที่ตกตึกแค่10 ชั้น ก็มักจะไม่ถึงหมอแล้วเพราะตายเสียก่อน ทำให้กรณีนี้จึงเป็นเรื่องแปลก เหมือนกับตกจากเครื่องบินแล้วไม่เป็นอะไรมาก

ความจริงมีอุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย แต่่อาจไม่ใช่ตกจากตึกแต่จากสาเหตุอื่นๆ เช่นไฟไหม้่ ไฟลวก ถูกของมีคม หรือเหล็กทิ่มตำแล้วเกือบโดนที่สำคัญทำให้รอดมาได้ และกรณีท่ี่คล้ายๆกันเคยมีอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่อ่าวโตเกียวผู้โดยสารตายหมดทุกคนยกเว้นเด็กทารกอยู่คนเดียวที่รอด ถ้าจะกล่าวว่าอยู้่ในหัตถ์ของพระเจ้าก็ไม่ผิด

จากที่กล่าวมาแล้วทำให้นึกว่ากฏทุกกฏย่อมมีข้อยกเว้น แต่ในกรณีนี้ไม่ต้องยกเว้นอีกต่อไปถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาได้ เพราะเป็นไปตามหลักแห่งความไม่แน่นอนที่ถือว่ายังมีข้อผิดพลาดอยู่แม้จะน้อยนิดก็ตาม เพราะจากกฏอันนี้ทำให้คิดได้ว่า คนยังมีโอกาสที่จะเดินทะลุกำแพงที่ขวางกั้นได้แม้ว่าจะมีโอกาสอันน้อยนิดก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ อันนี้ไม่รวมอิทธฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถ้าจะม่ี และก็เป็นไปตามหลักที่ว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง

การใช้ทฤษฎีเป็นฐานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

ปรัชญา, วิทยาศาสตร์ศึกษา No Comments »

การใช้ทฤษฎีเป็นฐานเพื่อนำไปสูการปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์จากทัศนะของนักสร้างความรู้ (constructivist)  การสร้างความรู้นิยม (constructivism) เป็นทฤษฎีหนึ่งที่กำหนดให้ความรู้ไม่สามารถคงอยู่นอกร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มีการคิดจำ (cognising beings) ความรู้เป็นการสร้างขึ้นจากความเป็นจริง (reality) (Tobin,1990)  โดย Tobin ชี้ให้เห็นถึงทัศนะการสร้างความรู้เชิงสังคม ในกการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษา ..จากวารสาร Australian Science Teacher

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาจากธรรมชาติความรู้เชิงประกาศทางวิทยาศาสตร์ และความรู้เชิงกระบวนการพัฒนาขึ้นอย่างไรระหว่ากระบวนการสร้างความรู้ ขั้นตอนในการพัฒนาความรู้แบบกระบวนการ จะมีวงจรการเรียนรู้ (The learning cycle)  

การคิดและการตัดสินใจ2

ปรัชญา, วิทยาศาสตร์ศึกษา No Comments »

ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการคิดไม่เป็น บางคนอาจกล่าวว่าไม่คิด หรือสิ้นคิดได้ ที่ว่าไม่คิด หรือสิ้นคิดก็ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดแต่มักจะหมายถึงว่าคิดน้อยไปหน่อยหรือติดสินใจไม่ค่อยจะดีไม่มีเหตุผลตัดสินใจทำลงไปแล้วผิดพลาดมาก จึงเรียกอีกย่างว่าคิดแคบๆแบบหัวสีเหลี่ยมอยู่ในกรอบ บางครั้งก็ไปคิดตามกระแสซึ่งคนส่วนใหญ่อาจคิดได้ไม่ดีก็ได้ ต้องมีการยับยั้งชั่งใจ มีความเฉลียวใจ

บางครั้งกลัวว่าคนเราจะไม่กล้าตัดสินใจทำอะไร ก็มักมีการโน้มน้าวกันด้วยคำว่า คิดแล้วทำทันที่หรือเมื่อคิดได้แล้วให้รีบลงมือทำอย่ามัวแต่ฝัน อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป คิดได้ก่อนรวยก่อน เก่งไม่กลัว กลัวช้า ช้าไม่กลัว กลัวไม่ทำ  การโน้มน้าวในลักษณะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีการวางแผนอะไร ยังคงต้องมีการเตรียมการ ต้องรู้จังหวะเวลาถ้าทำไปโดยไม่จัดการให้ดี ไม่วางแผนให้ดีก็ทำให้ล้มเหลวได้และทำให้ฟื้นตัวได้ยากก็เป็นได้ ยังไงก็ต้องคิดถึงจุดคุ้มทุน จุดคุ้มค่าไว้บ้าง ไม่ใช่ทำไปทั้งๆที่รู้ว่าจะเกิดปัญหาหนักและล้มเหลว

การคิดและการตัดสินใจ

ปรัชญา, วิทยาศาสตร์ศึกษา No Comments »

มีอยู่บ่อยที่เราไม่ตัดสินใจทันทีที่จะยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อมีคนมาชักชวนหรือให้ทำอะไรสักอย่าง แต่จะตอบว่าขอคิดดูก่อน ดังนั้นความหมายของการคิดจึงมีหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง  ไม่เฉพาะนิยามการคิดเพื่อพยายามที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง แต่ยังรวมไปถึงการหาความสัมพันธ์หว่างมโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องด้วย แล้วประมวลผลหาทางเลือกต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจยอมรับหรือไม่ยอมรับดังกล่าวแล้ว

ตามความหมายการคิดดังกล่าวแล้วนั้นได้ใช้เป็นหลักในการสร้างคอมพิวเตอร์ ให้คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ อันเป็นมโนทัศน์ สารสนเทศและแม้แต่ความรู้ และอีกประการที่สำคัญที่คอมพิวเตอร์มีก็คือหน่วยคำนวณและตรรกะ ที่สามารถเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ สารสนเทศที่เก็บไว้ในหน่วยความจำ และตัดสินเลือกกระทำตามคำสั่งใดคำสั่งหนึ่ง ดังกล่าวมานี้ก็คือว่าคอมพิวเตอร์ก็คิดได้ระดับหนึ่ง

และจากความหมายการคิดที่ใช้นี้ทำให้อะไรๆ ก็เป็นการคิดได้ทังหมดที่มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะต้องมีการตัดสินใจเสมอ และการจะตัดสินใจได้ต้องมีข้อมูล ต้องมีมโนทัศน์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะได้กล่าวถึงตัวอย่างการคิดแบบต่างๆ เช่นการคิดแบบมีหลักการ คงจะมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่คิดเลยกรอบของเป้าหมาย  การคิดแบบรอบคอบละเอียด อาจมีการทำรายการหรือเซ็คลิสท์ ว่าจะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ เมื่อทำเรื่องนี้แล้วจะทำเรื่องอะไรต่อไป

การคิดนอกกรอบ หรือคิดที่แตกต่างออกไปจากการคิดทั่วไป จากวงล้อม การพบสิ่งใหม่ๆ สร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ งานใหม่ๆ และสินค้าใหม่ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามคนเราอาจคิดได้ดีในเรื่องหนึ่งแต่อาจล้มเหลวในอีกเรื่องหนึ่ง บางคนคิดแล้วจำจดทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หรือที่เรียกว่าคิดแบบแผ่นเสียงตกร่อง หาทางออกจากร่องเดิมไม่ได้คือว่าคิดไม่เป็นเป็นการหลงความคิดของตัวเอง

แต่เมื่อไม่ค่อยไว้ใจกันคิดระแวงต่อกันนั้น ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือไม่กล้าทำอะไนเพราะกลัวพลาดจนเกินไป หรือไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรเลย ไม่รู้จักพลิกแพลง หาทางเลือกและเหตุผลมาสนับสนุนไม่ค่อยได้ก็คิดไม่เป็นเช่นเดียวกัน

ธรรมชาติของสรรพสิ่ง

ปรัชญา, สิ่งแวดล้อม No Comments »

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆตัวมนุษย์ และธรรมชาติของตัวมนุษย์เอง สำหรับธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมตัวมนุษย์ มนุษย์ได้เริ่มเกิดความสงสัยและตั้งคำถามทำให้ทราบความจริงของธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น และดูเหมือนว่าจะรู้มากขึ้นเท่าใดก็จะมีความไม่รู้มากขึ้นเท่านั้นด้วย เพราะเมื่อตอบคำถามหนึ่งได้แล้ว นำไปอธิบายได้แล้ว แต่จะยังคงไม่มีความสมบูรณ์ที่ก่อให้เกิดคำถามต่อมาอีกไม่สิ้นสุด  เช่นเดียวกันกับธรรมชาติของมนุษย์เองอันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ที่เพิ่มขึ้นตามการเรียนรู้ที่มากขึ้น ยังไม่มีใครท่ี่จะทราบได้ถึงการทำงานภายในร่างกายที่แท้จริงได้หมด  ยังมีการค้นพบในเรื่องการทำงานของร่่างกายมนุษย์ใหม่ๆ ที่มาอธิบายความรู้ที่มีอยู่เดิมได้เรื่อยๆ ตั้งแต่ปัญหารากฐานอันเป็นโครงสร้างของสาร ท่ี่ลงลึกไปเลยขอบเขตความสามารถของตาที่มองเห็น ต้องใช้เครื่องมือช่่วยในการมองอันได้แก่กล้องจุลทรรศน์แบบต่างๆ

นอกจากธรรมชาติในทางกายภาพที่เรามองเห็นจับต้องได้ รู้สึกได้ แล้วยังมีธรรมชาติในทางชีวภาพในสภาพของสิ่งมีชีวิต มีการเติบโต มีการเสื่อมสภาพและสลายไป และมีการเกิดใหม่ และนอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นธรรมชาติของจิตวิญญาณ ที่เกี่ยวข้องกับความคิด การรับรู้ ความรู้สึก และอารมณ์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้มนุษย์จะต้องจัดความสัมพันธ์ให้ได้อย่างเหมาะสมจึงจะคงอยู่รอดต่อไป ได้ซึ่งรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่่างธรรมชาติของเรื่่องต่่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้เกื้อกูลกัน รู้เหตุรู้ผลของสิ่งต่างๆ ว่าเกื้อหนุนกันอย่างไร มีความเป็นเอกภาพ และสมดุลย์ ซึ่งเป็นกฏธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สามารถปรับความสมดุลย์ด้วยตนเอง 


   Designed By:  SadhWeb Directory  &  WP Theme

Sponsored By:  Affiliate Marketing Blog  &  Paid Directory