รูปในหลักการสำคัญของดิจิตัล

ดิจิทัล 2 Comments »

รูปประกอบที่ 1 วงจรนับเลขฐานสอง 4 บิตแบบนับขึ้น

/km/pic11.gif

รูปประกอบที่ 2 ไอซีและวงจรเกตการเข้ารหัสเป็นบีซีดี

/km/pic3.gif

รูปประกอบที่ 3 ไอซีและวงจรเกตสำหรับถอดรหัสบีซีดีเป็นเลขฐานสิบ

 

/km/pic4.gif

รูปประกอบที่ 4 แสดงการทำงานของมัลติเพล็กและดีมัลติเพล็ก

 

/km/pic5.gif

 

รูปประกอบที่ 5 แสดงวงจรนับเลขฐานสอง 4 บิตแบบนับลง
/km/pic2.gif

วงจรนับ (Digital counter)

ดิจิทัล No Comments »

/km/scan0001.jpg            

วงจรดิจิตอลเคาน์เตอร์ 2 หลักจะใช้พลังงานจากวงจรเพาเวอร์ซับพลาย และรับการกระตุ้นการนับจากวงจรทำสัญญาณนาฬิกาพร้อมทำการแสดงผล ซึ่งวงจรดิจิตอลเคาน์เตอร์ 2 หลักมีรายละเอียดวงจรดังนี้
1. ข้อมูลทางเทคนิค
                        1.1  ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง แรงดันของกระแสไฟฟ้า 6,9,12 โวลต์
                        1.2  กินกระแสสูงสุดประมาณ 150 mA
                        1.3  ใช้ตัวแสดงผลเป็นแบบ 7 เซ็กเมนต์ (0.56 นิ้ว 2 หลัก)
                        1.4  ขนาดแผ่นวงจร 2.85 X 3.05 นิ้ว
                        1.5  สามารถทำการปรับเปลี่ยนเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการกระตุ้นการนับได้ตามความเหมาะสม
                        1.6  สามารถเพิ่มจำนวนหลักในการนับได้โดยการต่อวงจรนี้เข้าไปได้เรื่อยๆ               
2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบวงจร
                        ในวงจรดิจิตอลเคาน์เตอร์ 2 หลักนี้ มีลักษณะดังรูปประกอบที่ 1

ซึ่งรายการอุปกรณ์จะประกอบไปด้วย
        2.1  ตัวต้านทานขนาด 10k จำนวน 6 ตัว
        2.2  ตัวต้านทานขนาด 68k จำนวน 1 ตัว
        2.3  ตัวต้านทานขนาด 680 จำนวน 14 ตัว
        2.4  ตัวต้านทานขนาด 100k จำนวน 1 ตัว
        2.5  ตัวต้านทานขนาด 2k จำนวน 1 ตัว
        2.6  ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กทรอไลต์ ขนาด33 uF. จำนวน1 ตัว และขนาด 1 uF. จำนวน1 ตัว
        2.7  ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก ขนาด 103 หรือ 0.01 uF  จำนวน 2 ตัว
        2.8  ทรานซิสเตอร์ เบอร์ C458, C828, C945 หรือ C1815 จำนวน 2 ตัว
        2.9  ไอซี เบอร์ 4518 จำนวน 1 ตัว และ ไอซี เบอร์ 4543 จำนวน 2 ตัว
        3.0  ตัวแสดงผลแบบ 7 เซ็กเมนต์ 2 หลัก จำนวน 1 ชุด
3.  หลักการทำงาน
                                วงจรดิจิตอลเคาน์เตอร์ 2 หลักนี้ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง  6-12 โวลต์ ที่ได้รับมาจากวงจรเพาเวอร์ซับพลาย   ซึ่งมีลักษณะวงจรดังรูปที่ 2

/km/61.jpg  

หลักการทำงานของวงจรดิจิตอลเคาน์เตอร์จากรูปประกอบที่ 2 เริ่มต้นโดย มีการจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง 6-12 โวลต์จากวงจรเพาเวอร์ซับพลายเข้าสู่วงจร เพื่อนำไปใช้เป็นไฟเลี้ยงวงจร และรับสัญญาณนาฬิกาจากวงจรทำสัญญาณนาฬิกาเพื่อใช้ในการกระตุ้นการนับของตัวไอซีเบอร์ 4518 โดยตัวสัญญาณนั้นจะต้องผ่านกระบวณการเพิ่มแรงดันสัญญาณก่อน จากนั้นจึงวิ่งผ่านสวิทซ์ ตัวที่ 1 (TR1) เมื่อสวิทซ์ตัวที่ 1 เปิดจะทำให้ไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร จะทำให้สวิทซ์ตัวที่ 2 (TR2) เปิดด้วยไฟฟ้าจึงไหลเข้าสู่ไอซี 1 (IC1) เพื่อเป็นการกระตุ้นการนับของตัวไอซีตามกระบวนการ      

เมื่อได้รับสัญญาณ ตัวไอซี 1 ซึ่งภายในบรรจุไอซีนับสิบอยู่จำนวน 2 ตัว ก็จะเริ่มทำหน้าที่ในการนับ โดยเริ่มจากไอซีนับสิบตัวที่ 1 จะทำการนับแล้วส่งผลไปยังไอซี เบอร์ 4543 ตัวที่ 2 (IC3) เพื่อทำการขับตัวแสดงผลเซเว่นเซกเมนต์หลักที่ 1 หลังจากนั้นวงจรก็จะทำการรอสัญญาณ  เมื่อได้รับสัญญาณอีกครั้งก็จะทำการนับดังกระบวนการข้างต้นอีกครั้งไปเรื่อย ๆ  จนนับครบ 10 ครั้ง ไอซี 1จะทำการรีเซ็ตค่าของตัวเองมาเป็นศูนย์ แล้วจึงส่งผลไปยังไอซี 3 เพื่อแสดงผลออกทางตัวแสดงผลเซเว่นเซกเมนต์หลักที่ 1 พร้อมทั้งทำการกระตุ้นให้ไอซีนับสิบตัวที่ 2 ซึ่งบรรจุอยู่ในไอซี 1 ทำการนับหนึ่งครั้งด้วยจากนั้น ไอซีนับสิบตัวที่ 2 จะทำการส่งผลไปยัง ไอซี เบอร์ 4543 ตัวที่ 1 (IC2) เพื่อทำการขับตัวแสดงผลเซเว่นเซกเมนต์หลักที่ 2  ซึ่งหลักการทำงานก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนไอซีนับสิบตัวที่ 2 นับครบ 10 ครั้งด้วย  จึงจะทำการรีเซ็ตตัวไอซีนับสิบทั้งสองตัวให้กลายเป็นศูนย์เพื่อเริ่มทำการใหม่อีกครั้ง

               ส่วนหลอดแสดงผลแบบ LED 7 จะมีลักษณะคล้ายกับไอซีแบบ DIP 14-pin ซึ่งสามารถนำไปเสียบบนซ๊อกเก็ตของไอซีได้   ซึ่งหลอดแสดงผล 1 ชุดสามารถแสดงผลได้ 1 หลัก ซึ่งในโครงงานชิ้นนี้ใช้ตัวแสดงผล แบบ 2 ชุด ซึ่งสามารถแสดงผลได้ถึง 2 หลัก ดังรูปประกอบที่ 3

/km/7segment.jpg

        หลอด LED จะเป็น PN-junction diode ถ้าถูกฟอร์เวิร์ดบาสจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน PN-junction ซึ่งจะทำให้หลอด LED มีแสงสว่างผ่านเลนส์พลาสติกออกมาทำให้เราเห็นแสงได้   ซึ่งการแสดงผลตัวเลขต่าง ๆ ของตัวแสดงผลเซเว่นเซกเมนต์ในแต่ละหลักนั้นจะแสดงดังรูปประกอบที่ 4                            

/km/num0.jpg/km/num1.jpg/km/num2.jpg/km/num3.jpg/km/num4.jpg/km/num5.jpg/km/num6.jpg/km/num7.jpg/km/num8.jpg/km/num9.jpg

 

แนวคิดจิตวิทยาของ Freud และแนวพุทธ

สังคม No Comments »

     อ่านบล็อกคนอื่นมีเรื่องน่าสนใจเลยคัดลอกแบบสรุปดังนี้

Freud แบ่งจิตใจเป็น 3 ระดับ 
- จิตสำนึก (conscious)
- จิตก่อนสำนึก (preconscious)
- จิตไร้สำนึก (unconscious)
มีจิตแพทย์บางท่านไม่รู้จักคำว่าจิตใต้สำนึกว่ามันคืออะไร  เพราะว่าไม่มีในศัพท์วิชาการ   แต่เราอาจจะบอกได้ว่า  จิต ใต้สำนึกก็คือ  จิตก่อนสำนึก กับ จิตไร้สำนึกรวมกัน ในที่นี้จะใช้คำว่า จิตไร้สำนึกแทนคำว่าจิตใต้สำนึก
/km/fred.jpg
ในทางจิตวิทยา  ภายในจิตไร้สำนึกจะเกิดปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง อัตตา (ego) อภิอัตตา (super ego) และ สัณชาติญาณ (id)  อยู่ตลอดเวลา  และจะมีกลวิธี ในการเก็บกดสิ่งที่ไม่ดี ของเสียๆ (เช่นความไม่พอใจ, ความโกรธ ความหงุดหงิด , ความจำ , ความปรุงแต่ง ฯลฯ ) ไว้ใน จิตไร้สำนึก เหล่านี้ หาอ่านได้ในหนังสือจิตวิทยาทั่วไป

ในทางธรรมะ    จิตไร้สำนึกเป็นที่รวมของตัณหาทั้งหลายได้แก่  โลภะ(eros)และโทสะ(thanatos) … Freud เองไม่รู้จัก โมหะ  จึงไม่ปรากฎศัพท์คำว่า โมหะ ขึ้นมา

เมื่อเราปฏิบัติธรรมะ  จน จิตสงบ ตั้งมั่น   สิ่งที่ถูกเก็บเอาไว้ในจิตไร้สำนึก เช่นความโกรธ หรือของเสียชนิดอื่น ๆ ก็จะ ลอย ตัว ขึ้นมา สู่ จิต สำนึก  
เราไม่รู้ตัวหรอกครับ ว่า เรา เกลียด เพื่อนที่สนิทที่สุดของเรามากแค่ไหน
เราไม่ รู้ตัวหรอกครับ ว่า เรามีความเป็น  มารร้าย  มากแค่ไหน  
นอกจากนี้ เรา ยังจะเห็น ตัณหา ต่าง ๆ  ลอย ขึ้นมา 

การเปรียบเทียบระหว่างตัณหากับแรงขับทางสัญชาตญาณ
ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์พฤติกรรมของมนุษย์ถูกกำหนดโดยแรงขับทางสัญชาตญาณ (instinctual drive) ส่วนหนึ่งเรียกว่าสัญชาตญาณทางเพศ (libido or sexual instinct) ซึ่งเป็นพลังงานทางจิตที่สัมพันธ์กับแรงขับทางเพศ ตามทรรศนะของ Freud แรงขับทางเพศมิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะเรื่องทางเพศ (sexuality) อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพอใจในทุกสิ่งทุกอย่างทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อมองในบริบท (context) นี้แล้ว กามตัณหา (craving for sensual pleasures) ในพุทธศาสนาจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับสัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) ในจิตวิเคราะห์มาก นอกจากสัญชาตญาณทางเพศแล้ว Freud ยังได้พัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับสัญชาตญาณแห่งอัตตา (ego instinct) ซึ่งเป็นแรงขับในการปกปักรักษาตน เป็นพลังงานสร้างสรรค์ (creative force) ที่รวบรวมหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน อัตตา (ego) เป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างแรงขับทางสัญชาตญาณหรือ id กับความต้องการจากโลกภายนอก รวมทั้งอภิอัตตา (superego) เป็นส่วนที่ทำให้เกิดมโนทัศน์ว่ามีตัวเราและของเราทำหน้าที่ผลักดันให้มนุษย์เกิดความอยากมีและความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนต้องการ สัญชาตญาณแห่งอัตตายังเกี่ยวกับการสืบชาติพันธ์ (reproduction) อีกด้วย ดังนั้น ภวตัณหา (craving for existence) จึงสามารถเปรียบเทียบได้กับสัญชาตญาณแห่งอัตตา (ego instinct) หรือสัญชาตญาณแห่งชีวิต (life instinct or eros)
Freud ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับสัญชาตญาณแห่งความตาย (death instinct or thanatos) ว่าเป็นแรงขับทางก้าวร้าว (aggressive drive) และเป็นพลังงานทำลาย (destructive force) ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแตกแยกออกจากกัน หรือถึงความพินาศสูญสิ้นโดยไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย (annihilation) ด้วยเหตุนี้ วิภวตัณหา (craving for non-existence) จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญชาตญาณแห่งความตาย (death instinct) อย่างมาก

ดาวเทียมหรือดาวบริวาร

เทคโนโลยี No Comments »

ดาวบริวารหรือดาวเทียมา (Satellite) เป็นวัตถุตามธรรมชาติที่เคลื่อนที่รอบวัตถุที่ใหญ่กว่าในอวกาศ  หรือเป็นวัตถุที่ประดิษฐ์ขึ้นและส่งขึ้นไปในอวกาศให้เคลื่อนที่รอบโลก เรียกอีกย่างว่าดาวเทียม   ดาวเทียมทำให้คนสามารถที่จะรับสัญญาณโทรทัศน์จากรอบโลกได้เพราะดาวเทียม  คลื่นโทรทัศน์ถูกส่งไปยังดาวเทียม  ตัวรับที่ดาวเทียมจะส่งสัญญาณกลับมาในทิศทางกลับสู่โลกในตำแหน่งต่างๆ ได้ ประเทศไทยรับชมการถ่ายทอดฟุตบอลสโมสรยุโรปได้พร้อมกับการแข่งขันจริงในยุโรป ก็เพราะเทคโนโลยีดาวเทียมนี่เอง

/km/satellite.jpg 

มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexers)

ดิจิทัล No Comments »

                มัลติเพล็กเซอร์เป็นวงจรใช้เลือกสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งจากอินพุตที่มีหลายๆสัญญาณให้ออกไปยังเอาท์พุตเดียวโดยการควบคุมอินพุต (Data Select Control Input) S0  และ S1  ดังรูปประกอบที่ 1

/km/gif_11.gif

รูปประกอบที่ 1  บล็อกไดอะแกรมมัลติเพล็กเซอร์ที่มีสัญญาณเข้า 4 เส้น
ตารางที่ 1  การเลือกสัญญาณของไดอะแกรมรูปประกอบที่ 1

สัญญาณควบคุมอินพุต สัญญาณเลือก
S1 S0 Y
0 0 D0
0 1 D1
1 0 D2
1 1 D3

                มัลติเพล็กเซอร์ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อุปกรณ์เลือกสัญญาณ หรือ Data Selector” เพราะ S0 กับ S1 เป็นตัวกำหนดให้สัญญาณอินพุตออกไปที่เอาท์พุต ถ้าให้ S0 = 0 และ S1 = 0 สัญญาณ อินพุต D0 จะออกไปที่เอาท์พุต Y แต่ถ้าให้ S0 = 1 และ S1 = 0 สัญญาณอินพุต D1 จะออกไปที่เอาท์พุต Y ดังตารางที่ 1
/km/gif_12.gif

รูปประกอบที่ 2 วงจรมัลติเพล็กเซอร์ที่มี 4 อินพุต
                วงจรมัลติเพล็กเซอร์ที่มี 4 อินพุตดังรูปที่      เมื่อกำหนดให้ S0 = 0 และ S1 = 1 จะทำให้ AND เกตหมายเลข 3 มีสภาวะเป็น Enable  ให้สัญญาณที่มีอยู่ใน D2 ออกไปที่เอาท์พุต Y ได้  ปัจจุบันไอซีมัลติเพล็กเซอร์มีจำนวนอินพุตให้เลือกใช้งานมากมายทั้งที่เป็นชนิดทีทีแอล (TTL) ซีมอส (CMOS) ดังในตารางที่ 2
                ข้อสังเกต  ถ้าไอซีมัลติเพล็กเซอร์เบอร์นั้นมี 4 อินพุต  (22 = 4) และการเลือกสัญญาณควบคุมอินพุตจะมี 2 บิต หรือ S0 กับ S1 และ S2 ซึ่งมีสัญญาณควบคุมตามเลขกำลังฐาน 2 นั่นเอง
                ตารางที่  2   ไอซีมัลติเพล็กเซอร์

สัญญาณเข้า เบอร์ไอซี ตระกูลไอซี
2 อินพุต 74157
74HC157
4019
TTL
H-CMOS
CMOS
8 อินพุต 74153
74HC153
4539
74151
74HC151
4512
TTL
H-CMOS
CMOS
TTL
H-CMOS
CMOS
16 อินพุต 74150 TTL

ไอซี 74151 (8-line-to-1-line Data Selector/multiplexer)
                ไอซี 74151 คือวงจรมัลติเพล็กเซอร์ 8 อินพุต (D0 ถึง D7) เลือกสัญญาณควบคุมได้ถึง 3 อินพุต คือ A ,B และ C และมี S เป็น Enable Input แอกทีฟ 0 (Active Low)  หากมีลอจิก 1 จะทำให้เอาท์พุต Y มีค่า 0 ไม่ว่า S0, S1 และ S2 จะมีค่าเป็น 1 หรือ 0 ก็ตาม (Don’t Care) จะทำงานปกติจึงต้องให้อินพุต S นี้มีค่าเป็น 0 ตลอดเวลาส่วนเอาท์พุตมีทั้งแบบปกติ Y (True Output) และให้ผลตรงกันข้าม Y หรือ W (Complemented Output) ดังรูปประกอบที่ 3  และตารางที่ 3

 /km/gif_13.gif

รูปที่ 3  บล็อกแสดงขาของไอซี 74151
                ตารางที่ 3    การทำงานของไอซี 74151

อินพุต เอาท์พุต
SELECT STROBE Y
C B A S
X X X 1 0
0 0 0 0 D0
0 0 1 0 D1
0 1 0 0 D2
0 1 1 0 D3
1 0 0 0 D4
1 0 1 0 D5
0 1 0 0 D6
1 1 1 0 D7

X = Don’t Care ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากคู่มือไอซี  ทีทีแอล 74151
(8-line-to-1-line Data Selector/multiplexer)

ชีวิตสมัยใหม่

สังคม, ธุรกิจ No Comments »

ชีวิตของคนไทยแม้แต่คนนครก็ตาม สถานที่ที่ผู้คนไปใช้เวลามากที่สุด คงหนีไม่พ้นห้างสรรพสินค้าหร้อ shopping mall ที่เราสามารถหาซื้อสิ้นค้าได้ทุกชนิด ตั้งแต่ไม่จิ้มฟัน เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ อาหารการกิน ทั้งสดแห้งไปจนถึงเพชร และอื่นๆ อีกมากมาย บางที่ยังมีโรงภาพยนต์ ส่วนสนุกย่อยๆ อีกด้วย ในห้างสรรพสินค้าบางแห่งเชื่อมต่อกับโรงแรม คอร์ท อะพาทเมนต์ และคอนโด คิดดูก็แล้วกันว่าเป็นเงินมหาศาลขนาดไหนที่มาลงอยู่ที่ ห้างสรรพสินค้ารูปแบบต่างๆ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม ร้านขายของชำ โชว์ห่วย ทั้งหลายหายไปเกือบหมดสิ้น เพราะถูกแทนที่ด้วยร้ายเฟรนซืไชด์ต่างๆ  ร้านค้าชาวจีนดั้งเดิมก็ถูกทดแทนไปมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นั้นพอประเมินได้ว่าเป็นผลของการแข่งขันกันในโลกเสรีทุนนิยม ที่เน้นลูกค้าเป็นสำคัญ แข่งกันให้บริการ ด้วยคุณภาพแต่ราคาย่อมเยากว่า การแข่งขันเช่นนี้ผู้มีทุนสูง ทุนมากเครือข่ายมากย่อมได้เปรียบ เพราะการสั่งสินค้าปริมาณมากๆ จำเป็นต้องมีระบบโลจิสติกที่ดี ระบบบริหารจัดการที่ดีจึงสามารถที่จะขายของและบริการที่ถูกลง  ราคาสินค้าบางอย่างอาจจะราคาไม่ถูกกว่า แต่มีระบบการให้บริการลูกค้าที่ดี เปิดตลอด 24 ชั่วโมงและอยู่ใกล้บ้านเป็นร้านสะดวกซื้ บริษัทแม่เจ้าของเฟรนด์ไชด์จัดหาสินค้าให้โดยมีระบบการชื้อขาย และสะต็อกสินค้าควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ 

เหตุผลอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ค้อปัจจัยด้านสถานที่จอดยานพาหนะ เพราะแนวโน้มเกือบทุกครัวเรือนจะมีรถยนต์ หากห้างใดไม่มีที่จอดรถยนต์ของตัวเองไว้บริการลูกค้าแล้วไม่สามารถที่จะดึงดูดลูกค้าจำนวนมากได้ ในกทม.จะเห็นตัวอย่างตึกแถวในหลายท้องที่ที่ไม่มีที่จอดรถและไม่ใช่ย่านการค้าด้วยแล้ว ค้าขายแทบไม่ได้บางแห่งตึกแถวค่าเช่าเพียงเดือนละ 2000-3000 บาทก็มีเพราะอยู่ติดถนนที่ไม่มีที่จอดรถหรือห้ามจอดรถตลอด

ร้านขายสินค้าทั้งหลายถ้าไม่อยู่ในห้างถ้าแยกออกมเป็นอิสระก็ต้องมีที่จอดรถ เช่นห้าง home pro ที่ขายวัสดุเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านทั้งหมด ก็เป็นลักษณะเดียวกัน ดังนั้นการที่จะเปิดชอปปิงมอลที่ไหนสักแห่งนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนักหากมีทุนรอนไม่เพียงพอเรื่องทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าสามารถที่จะจัดจำหน่วยในรูปของสหกรณ์ได้ แต่ก็มีน้อยรายที่จะประสบผลสำเร็จ

มีบางประเทศที่ห้างสรรพสินค้าเข้าไปเปิดให้บริการแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะคนไม่ชื้อด้วยเหตุผลชาตินิยมต้องการซื้อสินค้าจากห้างที่เจ้าของเป็นคนชาติเดียวกัน จนห้างต่างชาติอยู่ไม่ได้ก็ต้องปิดกิจการเพราะคนซื้อน้อยเกินไป  สำหรับประเทศไทยนั้น ในประเด็นนี้เลิกคิดได้เลยเราไม่เคยชาตินิยมมากขนาดนั้น ทั้งที่รู้ว่ากำเราเขาก็ขนกลับประเทศตัวเอง  อย่างไรก็ตามถ้าคิดเสียว่าเป็นการลงทุนจากต่างชาติอย่างหนึ่งการลงทุนจากต่างประเทศที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก แม้แต่ลงทุนห้างสรรพสินค้า ก็ช่วยให้คนในประเทศมีงานทำทางหนึ่ง แต่อีกทางหนึ่งก็ทำให้คนว่างงาน จากร้านที่ล้มเลิกกิจการเหมือนกัน การลงทุนประการแรกน่าจะดีกว่า

  

ควอนตัมดอทกับนาโนเทคโนโลยี

ฟิสิกส์ No Comments »

ระบบเศรษฐกิจจากโมเลกุล (Molecular Economy)  เทคโนโลยีในระดับโมเลกุล ตามที่คริสโตเฟอร์ไมเยอร์ ได้กล่าวไว้ว่าเป็นตัวเปลี่ยนอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 นาโนเมตร เป็นขนาดในระดับโมเลกุล หรือ 1 ใน 1000 ล้านเมตรจะต้องใช้กล้องจุลทัศน์อิเลคตรอนแบบใหม่จึงมองเห็น  การสังเคราะห์สารหรือประดิษฐ์วัสดุที่มีขนาดน้อยกว่า 100 นาโนเมตร ซึ่งจะเรียกว่าเป็นนาโนเทคโนโลยี

/km/311.png

คำว่าควอนตัมด็อทหมายถึงลักษณะของวัสดุที่มีขนาดของความกว้าง ยาว สูง ไม่เกิน 20 นาโนเมตร เมื่อดูด้วยกล้องจุลทัศน์ Atomic force จะเห็นมีลักษณะเป็นจุด หรือ ด็อท ส่วนคำว่าควอนตัมเป็นคำที่บ่งถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับอะตอมหรือโมเลกุล หรืออายกล่าวได้ว่าสร้างอุปกรณ์หรือวัสดุที่พิจารณาในระดับอะตอม ต้องใช้หลัก กฏเกณฑ์ทางกลศาสตร์ควอนตัม หรือควอนตัมฟิสิกส์มาใช้

 

/km/mainafm1.jpg

Scanning Tuneling Microscope

ฟิสิกส์ No Comments »

Scanning Tuneling Microscope (STM) เกี่ยวข้องกับการ การ tuneling ของอิเลคตรอนผ่านศุนยากาศจากเข็มปลายแหลมของ STM ไปยังสารตัวอย่าง เพื่อให้ง่ายเข้าในการอธิบาย สามารถที่จะพิจารณาการ tunneling ระหว่างโลหะสองขั้วแยกจากกันด้วยบริเวณศูนยากาศ ศักย์ไฟฟ้าในบริเวณศูนยากาศ ทำตัวเป็นสิ่งขวางกั้นอิเลคตรอน  ในการมองภาพแบบนี้สามารถที่จะประยุกต็ใช้ผลเฉลยจากสมาการชเรอดิงเงอร์มาประยุกต์ใช้ในกรณีที่สิ่งขวางกั้นเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม 

STM เป็นเครื่องมือสำหรับที่สร้างภาพ อะตอมที่พื้นผิวของสาร ทำให้เห็นโครงสร้างของอะตอม เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่จะจับอะตอมมาเรียง กัน ผลผลิตของเครื่องมือนี้นับว่าเป็นผลจากทฤษฏีควอนตัมในเรื่องการเคลื่อนที่ของอนุภาคผ่านสิ่งขวางกั้น โดยใช้สมการสเรอดิงเงอร์ในการคำนวณหาฟังก์ชั่นคลื่นก่อนสิ่งขวางกั้น ภายในสิ่งขวางกั้น และหลังจากออกจากสิ่งขวางกั้น บริษัทไอบีเอ็มทำการวิจัยเรื่องนี้ใช้หลักการดังกล่าวมาใช้ในการสร้างเครื่อง STM  และสามารถจับอะตอมมาเรียงกันเป็นตัวย่อบริษัทว่า IBM

ibm.JPG

ผลกระทบของภาวะโลกร้อน

สิ่งแวดล้อม No Comments »

ภาวะโลกร้อนที่ว่านี้ เป็นภาวะที่เข้าใจกันว่าเกิดจากแกสเรือนกระจก (greenhouse gas) ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม  ผลของภาวะโลกร้อนที่เห็นเป็นนามธรรม ได้แก่การที่ไฟป่าเกิดขึ้นได้ง่ายดังที่เกิดในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และแม้แต่ในอินโดนีเซียเพื่อนบ้านของเรา นอกจากนี้ยังมีภัยพิบัติจากสภาพอากาศวิปริต แปรปรวน น้ำถ่วมมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  สำหรับประเทศไทยจะเห็นว่ามีความรุนแรง และบ่อยมากขึ้น ซึ่งอาจตามด้วยแผ่นดินถล่ม การกัดเสาะของชายฝั่งทะเลในบริเวณกว้างมากขึ้น  อันเนื่องมากจากมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น  และปรากฏการณ์แอนนิโญ ลานิญา ที่ผกผัน ทำให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะฟันธงให้แน่ชัดลงไปไม่ได้ในบางเรื่อง เช่นกระแสน้ำอุ่นกัล์ฟ (Gulf stream) ที่ไหลจากย่านแคริบเบียนขึ้นไปทางแอตแลนติกเหนือตามปกติ แต่กลับไหลลงไปทางอัฟริกา  ถ้าหากโลกร้อนขึ้นอีก ก็มีทางเป็นไปได้ว่ายุโรปเหนือจะกลายเป็นดินแดนน้ำแข็ง  เราจะหยุดยั้งไม่ให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศได้อย่างไร ในขณะที่มนุษย์มีความต้องการใช้พลงงานเพิ่มขึ้นทุกที

ในกรณีการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ประเทศยักษ์ใหญ่ ทั้งยุโรป อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นตัวการในการปล่อยแกสนี้ และไม่ยอมเซ็นต์สัญญาโตเกียวที่จะจำกัดแกสคาร์บอนไดออกไซด์  นับว่าเป็นการเอาเปรียบประเทศอื่น หรือสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยบนความยากลำบากของผู้อื่น ประชาคมโลกน่าจะมีความเห็นพ้องที่จะต้องให้ประเทศที่ปล่อยแกสนี้มากเท่าใดต้องจ่ายในรูปต่างๆ ให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบ หรือต้องมีมาตรการจ่ายค่าชดเชยในรูปแบบต่างๆ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศอุตสหกรรมหนัก มีส่วนในการปล่อยแกสนี้ไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ แต่ก็ได้รับผลกระทบมากมาย เช่นกันทางออกทางหนึ่งที่ประเทศน่าจะทำได้ก็คือ ลดการบุกรุกทำลายป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ปลูกต้นไม้มากขึ้นในชุมชนเมือง เพื่อให้ต้นไม้ได้ช่วยดูดซับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้บ้างก่อนที่จะไปสะสมในชั้นบรรยากาศ

/km/causes021.jpg

ขอแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่ภาพยนต์สารคดีที่บรรยายโดยอดีตรองประธานาธิปดีอัลกอร์เป็นผู้บรรยาย ได้รับรางวัลออสกา  จากเรื่องที่กัลกอร์กล่าวว่าเป็น unconvenian thruth เป็นความจริงที่ไม่อยากกล่าวถึง เป็นภาพยนต์ที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ดี มีภาพประกอบเปรียบเทียบให้เห็น การละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลก แสดงให้เห็นว่าหมีขั้วโลกจะสูญพันธ์ได้อย่างไร นำเสนอในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เช่นในรูปของการ์ตูน และภาพเคลื่อนไหว ขณะนี้มีอยู่ในรูปของซีดีเผยแพร่แล้ว

ภาพที่จะแสดงให้เห็นต่อไปอะไรที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

/km/causes031.gif

The Mona Lisa

ภาษา ศิลปวัฒนธรรม No Comments »

ภาพโมนาลิซาสร้างสรรขึ้นโดย Leonardo da Vinci ในปี 1503 ได้รับการพิจารณาให้เป็นภาพเขียนที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในโลก  ในปี 1962 ได้มีการประเมินค่าสำหรับวัตถุประสงค์ของการประกันด้วยราคาถึง 100 ล้านดอลล่า ภาพเขียนนี้ได้ตั้งแสดงอยู่ในพิภิธภัณฑ์ลูร์ (Louvre)  ตามที่ปรากกฏเป็นรูปของ Duchess of Miland แต่โดยตำนานเป็นเรื่องของ Mona (จากชื่อเต็ม Modonna) Lisa Gherardini มีสามีชื่อ Francesco del Giocondo of Florence กล่าวกันว่าเขาไม่ชอพภาพเขียนนี้และปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้กับ da Vinci  ต่อมา Francis ที่1 กษัตริย์ฝรั่งเศษได้ซื้อไว้ในสิบปีต่อมา ด้วยทอง 492 ออนซ์ เทียบเท่ากับเงินจำนวน 300000 ดอลล่าในปัจจุบัน

/km/mona_liza.jpg

เรื่องของสัตว์

ชีววิทยา No Comments »

จิราฟ (giraffe) มีความดันเป็นสองถึงสามเท่าของคนที่มีสุขภาพดี และเป็นสัตว์ที่สูงที่สุดในโลก เพราะจิราฟมีคอยาวมาก ประมาณ 10-12 ฟุต หัวใจของมันต้องการแรงจำนวนมากในการปั้มเลือดผ่านเส้นเลือดไปยังสมอง หัวใจของจิราฟมีขนาดใหญ่มีน้ำหนักประมาณ 25 ปอนด์หรือประมาณ 13 กิโลกรัม มีความยาวถึงสองฟุตมีผนังมีความหนามากไปถึง 3 นิ้ว

จรเข้และคนแก่มีอะไรที่คล้ายกันคือ อย่างน้อยที่สุดคือการได้ยิน สามารถฟังเสียงการสั่นแค่ 4000 ครั้งต่อวินาที

นักวิทยาศาสตร์เคยทดลองกับหนู โดยใส่ขั้วอิเลคโตรด (electrodes) ไปยังจุดที่ให้มีความสุขความพอใจในสมอง หนูวิ่งกดคานถึง 48000 ครั้งตลอดทั้งวัดเพียงเพื่อให้ได้รับการช็อกกับไฟฟ้าผ่านทางขั้วอิเลคโตรดเพื่อทำให้ได้รับความสุขสบาย มันเลือกตัวกระตุ้นนี้แทนที่จะเลือก น้ำ หรืออาหาร หรือมีเซ็กส์

สปีซี่หนึ่งของฟองน้ำที่เรียกว่าฟองน้ำสีแดงสามารถที่จะกดผ่านเส้นใยบางอย่างให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ นับพันชิ้น ฟองน้ำแม้เป็นชิ้นเล็กเป็นสัตว์ที่ยังไม่ตายแต่จะกลับมารวมตัวกันอีกเหมือนกับฟองน้ำเดิมได้ทั้งหมดและดำเนินชีวิตของมันต่อไปได้อีก

แรดดำที่ดูน่ากลัว มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งตันนั้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นสัตว์ที่เชื่องที่สุดในอัฟริกา ทันที่ที่จับเข้าคอกได้แล้ว มันจะดูสงบนิ่งจะกินอาหารจากมือผู้ดูแลได้ และต่อมามีท่าทีที่อยากจะให้ถูที่บริเวณใบหูให้มัน

 

แกสโซฮอล

บ้าน ยานยนต์ No Comments »

แกสโซฮอล(Gasohol) เป็นส่วนผสมของแกสโซลีน(น้ำมันเบนซิน)ไม่เติมตะกั่ว 90 เปอร์เซ็นต์ และอีทิลอัลกอฮอล (ethyl alcohol(ethanol)) มีความบริสุทธิ์มากกว่า 99เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ได้รับการยอมรับเป็นเชื้อเพลงสำหรับเครื่องยนต็ เช่นในรถยนต์ เมื่อเปรียบเทียบผลการใช้กับแกสโซลีนไร้สารตะกั่ว 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เพิ่มสารต่อต้านการน็อก ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งเครื่องยนต์เพื่อการใช้แกสโซฮอล 

เอทิลแอลกอฮอล์ เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ได้จากการย่อยสลายแป้ง และน้ำตาลด้วยเอนไซน์  ในการใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์เบนซิน ต้องทำการกลั่นเอทานอลจนมีความบริสุทธิ์สูงถึงร้อยละ 99.5 จึงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์เบนซินได้ หากเอทานอลที่มีน้ำปะปนอยู่จะเกิดปัญญาหาทำให้เครื่องยนต์น็อกได้ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของเครื่องยนต์เกิดสนิมท และการสึกหรอสูง

gasohol.bmp

วิวัฒนาการของบรรยากาศและมหาสมุทร

วิทยาศาสตร์ทั่วไป No Comments »

ตอนที่โลกเกิดขึ้นยังไม่มีบรรยากาศและมหาสมุทร ถ้ามีไอน้ำและแกสในบรรยากาศในโลกยุคเริ่มแรก ลมสุริยะที่มีความรุนแรงจากดวงอาทิตย์ยุคเริ่มแรกเหมือนกัน ก็คงจะพัดเอาแกส และไอน้ำออกไป  ดังนั้นสำหรับกำหนดการเกิดขึ้นทั้งหมดที่จะเป็นจุดหมายต่อไปนั้น โลกได้เริ่มจากลูกบอลกลมของหินหลอมเหลวปราศจากบรรยากาศ

โลกได้มาซึ่งบรรยากาศผ่านทางการปล่อยแกสออกมา ทุกครั้งที่ภูเขาไฟระเบิด หรือเกิดน้ำพุร้อนขึ้นแกสจากเปลือกโลกด้านบนของหินหลอมเหลวซึ่งจะถูกนำออกมาที่ผิวโลก การรวมกันของแกสต่างๆ จะกลายมาเป็นบรรยากาศในครั้งแรก  เมื่ออุณหภูมลดลงต่ำกว่าจุดเดือดของน้ำ น้ำจะควบแน่นจากบรรยากาศ ก่อให้เกิดมหาสมุทรแรกของโลก

องค์ประกอบของบรรยากาศของโลกตอนเริ่มแรกจะแตกต่างจากบรรยากาศในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทฤษฏีที่ยอมรับกันในนั้นบรรยากาศตอนเริ่มแรกประกอบด้วย มีเทน แอมโมเนีย คาร์บอน ไดออกไซด์ และน้ำ  ยังไม่มีออกซิเจนและไนโตรเจน จากโมเลกุลในบรรยากาศเช่นนี้ระบบสิ่งมีชีวิตได้ถูกสร้างขึ้นมา

แป้งและเซลลูโลส

เคมี, ชีววิทยา No Comments »

แป้งและเซลลูโลส (starch and cellulose) เกิดจากการเชื่อมโยงกันของน้ำตาล (strings of sugars) ถ้าเรายังคงให้โมเลกุลกลูโคสเชื่อมต่อกันไป ซึ่งจะหวนกลับมาที่แป้งและเซลลูโลส ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งในวงแหวน ที่นำมาในรูปคู่ H และ OH   โดยทั่วไปแป้งใช้เป็นที่สะสมพลังงาน ประกอบอยู่ในสิ่งมีชีวิต ขณะที่เซลลูโลสเป็นโมเลกุลแข็ง ซึ่งโดยหลักการ เป็นส่วนที่แข็งแกร่งในลำต้นของพืช และในเนื้อไม้ เซลลูโลสยังเป็นแหล่งไฟเบอร์หรือเส้นใยหลักของผ้าตามธรรมชาติ

แม้ว่าแป้งกับเซลลูโลสจะมีความคล้ายคลึงกัน  แต่ทั้งสองก็ต่างกันโดนสิ้นเชิงตามคุณสมบัติทางเคมี  มนุษย์สามารถที่จะย่อยสลายแป้งแต่ไม่อาจย่อยสลายเซลลูโลสนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกว่า celery “roughage”  สัตว์เช่นวัวจะต้องนำแบคทีเรียของตัวเองมาเพื่อย่อยเซลลูโลส จากความรู้ที่เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายในตู้   celery ในสลัดผัก และระบบเก็บพลังงานในร่างกายต่างก็สร้างจากการเชื่อมโยงกลูโคสเข้าด้วยกันในรูปแบบต่างๆ กันที่แสดงให้เห็นได้ถึงชนิดต่างๆที่เกิดจากการรวมกันเป็นโมดูลของโมเลกุลเล็กๆ
/km/starchcellulose.jpg

ธาตุทางเคมี

เคมี No Comments »

ธาตุทางเคมีได้รับการกำหนดชื่อด้วยเหตุผลหลายประการ ตัวอย่างเช่นไฮโดรเจนตั้งชื่อดังกล่าวเพราะเป็นตัวที่ก่อให้เกิดน้ำ  เป็นการดีจากทัศนะของความงามที่มีคำที่เทียบเท่าในเยอรมันของคำนี้ (Wasserstoff) ซึ่งตรงกับคำในภาษากรีก

อีกธาตุหนึ่งให้ชื่อตามแสงที่ปลดปล่อยออกมา เช่นซีเซียม (cesium) หมายถึงสีฟ้าของท้องฟ้า (sky blue) และไม่นานมานี้การตั้งชื่อธาตุทางเคมีตามชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเช่นไอน์ไตย์เนียม (Einsteinium และ Mendelevium) และตามสถานที่ที่มีชื่อเสียง เช่น Berkelium มาจาก Berkely, California เป็นที่ซึ่งธาตุเฉพาะนี้พบเป็นครั้งแรก


   Designed By:  SadhWeb Directory  &  WP Theme

Sponsored By:  Affiliate Marketing Blog  &  Paid Directory