ความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง 7 Comments »

จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่กำหนดให้มีความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีอีก 2 เงื่อนไขกำกับคือ คุณธรรม และ ความรู้  ซึ่งเงื่อนไขสองประการหลังที่ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องมีความรู้ ยิ่งความรู้ในโลกนี้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ดังจะเห็นว่ามีสาขาวิชาใหม่ๆ เกิดขึ้นที่เป็นไปในทางที่จะช่วยให้ ทุกชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้เกิดความสงบสุขมากขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้เพราะเป็นไปได้ไว่คนอาจจะนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด  คนอาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ทำให้การฉ้อฉลได้แนบเนียนขึ้น หรือยิ่งพัฒนาไปใช้ในการโกงได้มากขึ้น ดังที่ดิวอี้ปรมาจารย์ทางการศึกษาได้เคยกล่าวไว้  ดังนั้นการที่จะต้องมีเงื่อนไขทางด้านคุณธรรมกำกับไว้จึงมีความเหมาะสม ที่จะส่งเสริมการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงในสามประการแรกมาใช้

ปัญหาของประเทศตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และ ระดับประเทศนั้นมาจากสิ่งที่ขัดกับหลักการสามประการ คือความไม่พอประมาณ ไม่มีเหตุผล และ ไม่มีภูมิคุ้มกัน  ถ้าเรายกตัวอย่างที่เราประสบอยู่ เช่นหนี้สินของครู และหนีสินของเกษตรกร ซึ่งมีตัวบ่งชี้ที่หนีสินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวบ่งชี้  ทั้งเกษตรกร และครูถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญ การเป็นหนี้ถือว่าอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย ครูที่เป็นหนี้สินคงจะไม่มีเวลาที่จะคิดสอนเด็กนักเรียนให้ได้ดี เพราะต้องแบ่งความคิดไปแก้ปํญหาตัวเองส่วนหนึ่ง เด็กนักเรียนที่ไม่ได้รับการดูแลก็จะไปสร้างปัญหาต่อไป  เกษตรกรที่เป็นหนี้สินอาจมีสาเหตุจากหลายสาเหตุ เช่นการทำเกษตรไม่ได้ผล รายได้ต่ำไม่พอกับรายจ่าย ไม่สามารถดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ 

แต่เมื่อมีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวหลักยึดถือ มีความเป็นเป็นได้ว่าจะสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเมื่อค้นไปยังปัญหาที่แท้จริง นั้นส่วนมากมาจากความไม่พอประมาณ ความไม่มีเหตุผล และไม่มีภูมิคุ้มกัน  การจะทำให้ผู้คนเข้าใจถึงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงทั้งหมดของหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ต้องเปลี่ยนความเขื่อและทัศนคติหลายอย่างของผู้คนในทุกระดับ ว่าสังคมที่พัฒนา อยู่ดีมีสุขนั้น ไม่ใช่เงินเพียงอย่างเดียว  แต่การมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพถือว่าเป็นความสัจจริงที่ทุกคนจะต้องให้ความเคารพ การอยู่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ไร้พันธนาการน่าจะเป็นความสุขที่แท้จริงมากกว่า การต้องมีวัตถุมากมาย ดังนั้นการพอประมาณนั้นกับการมีเหตุผลต้องอยู่ควบคู่กันไปเสมอ จะพอประมาณได้แค่ไหนก็อยู่ที่เหตุและผล ส่วนการจะมีภูมิคุ้มกันนั้นเป็นการป้องกัน เพื่อความมั่นคง เพื่อความไม่ประมาท เพราะทุกสิ่งทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอน จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับซึ่งมีความสมเหตุสมผลที่จะต้องมีการเผื่อส่วนนี้ไว้  ทำไมจะต้องมีการออมไว้เพื่อฉุกเฉิน ทำไมต้องมีการประกันต่างๆ เป็นต้น

การส่งผ่าน RNA

ชีววิทยา No Comments »

/km/trna_diagram.gif

การประกอบของโปรตีนดำเนินไปโดยการส่งผ่าน RNA  เมื่อตัวส่งสาร RNA (messenger RNA) มาถึงที่ตั้งซึ่งโปรตีนถูกสังเคราะห์ขึ้น เป็นอีกชนิดของ RNA หรือ RNA ที่ส่งผ่าน (transfer RNA:tRNA) ได้ก้าวเข้ามามีบทบาท โมเลกุล tRNA ม้วนโค้งงอคล้ายรูปกุญแจ  ภาคตัดด้านบนประกอบด้วยจำนวน 3 เบสแบบที่พบใน mRNA  ส่วนที่ด้านปลายของ RNA ที่ส่งผ่าน เป็นที่ตั้งซึ่งดึงดูดกรดอะมิโนแบบเฉพาะ tRNA มีหลายชนิด ชนิดหนึ่งสำหรับแต่ละชุดของ 64 คอนดอน (condon) ที่เป็นไปได้   แต่ละโมเลกุล tRNA จะดึงดูดอยู่กับคอนดอนที่เหมาะสมตามแนวของ mRNA   ตัวอย่างเช่นโมเลกุล tRNA กับคอนดอน UUC จัดวางตัวตรงข้ามกับ AAG ใน mRNA  ที่ปลายอีด้านหนึ่งของโมเลกุล tRNA นี้ เป็นที่ตั้งที่ดึงดูดกรดอะมิโน lysine ดังแสดงในภาพสเก็ตซ์

/km/trna.jpg

ภายหลังขณะหนึ่ง แต่ละ triplet ตามแนว mRNA จะดึงดูดโมเลกุล tRNA ที่เหมาะสม และแต่ละ tRNA จะมีกรดแอมมิโนที่เหมาะสมที่ปลายอีกด้านหนึ่ง ผ่านทางตัวแทนของเอนไซม์ต่างๆ สายของกรดแอมมิโนแล้วแปลงไปเป็นโปรตีน ลำดับของกรดแอมมิโนในโปรตีน หาได้จากลำดับของเบสใน DNA เนื่องจากว่าลำดับของกรดแอมมิโนที่หารูปร่างโมเลกุลของโปรตีน  และเนื่องจากรูปร่างเป็นตัวบอกว่าโปรตีนมีเอนไซม์หนึ่งๆ ได้อย่างไร  สารสนเทศที่มีอยู่ในDNA บอกได้อย่างชัดเจนว่ามีปฏิกิริยาเคมีใดเกิดขึ้นในเซลล์ และเนื่องจากธรรมชาติของเซลล์โดยตัวเอง

สารสนเทศที่ไหลไปในระหัสพันธุกรรม มาจาก DNA ไปยัง mRNA ไปยัง tRNA และไปยัง โปรตีน รหัสพันธุกรรมนั้นในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนแม้ว่าการดำเนินการจะมีความซับซ้อน

สายพันธ์มนุษย์สมัยใหม่

ชีววิทยา No Comments »

สายพันธ์ตรงของมนุษย์สมัยใหม่คือผ่านทางพวก Homo habilus ตั้งแต่ 2 ถึง 1.5 ล้านปีมาแล้ homo habilus อาศัยอยู่ในอัฟริกา มนุษย์พวกนี้ได้สร้างเครื่องมือทำจากหิน รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการตัด แกะ ขูด นอกจากนี้ยังมีฆ้อนเพื่อการสร้างเครื่องมือใหม่จากหินฟลิ้นต์หรือหินเหล็กไฟ  อยู่รวมเป็นกลุ่มในการล่าสัตว์ และมีอายุประมาณ 20 ปีของมนุษย์สมัยใหม่ มีสมองขนาดใหญ่ เพราะว่ามีความคล้ายคลึงกับมนุษย์สมัยใหม่ จึงจัดแบ่งอยู่ในจีนัส Homo เดียวกัน

/km/humanhistory.jpg

ร่องรอยสาหร่ายสีเขียว

ชีววิทยา No Comments »

เซลล์แรกที่ทิ้งร่องรอยไว้คือสาหร่ายสีเขียว (green algae) ที่อาศัยอยู่ใกล้กับด้านหนึ่งของมหาสมุทร เราสามารถที่จะคิดได้ว่ามีลักษระคล้ายคราบสีเขียว รวมตัวกันใกล้ของสระและทะเลสาปที่ไม่มีการไหลตัวเมื่อมาถึงแม่น้ำ  โดยสาหร่ายเองไม่ได้ทิ้งรอยไว้ในฟอสซิล แต่ชั้นของสาหร่ายทิ้งรอยไว้ในดินเหนียวและโคลน ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นหิน ชั้นของโคลนและดินเหนียวรวมกัน กับสาหร่ายที่ฝังตัวอยู่ค่อยๆ กลายเป็นหิน และหินเหล่านี้สามารถที่จะเห็นได้ไม่กี่ที่ที่ผิวโลกในทุกวันนี้

/km/7013.jpg

ประชากรของสิ่งมีชีวิต

สิ่งแวดล้อม No Comments »

จำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งอาจถูกจำกัดโดยสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อมีสิ่งมีชีวิตมากกว่าหนึ่งชนิดปรากฏในพื้นที่หนึ่ง สิ่งมีชีวิตดังกล่าวสามารถปฏิสัมพันธ์กันแบบเป็นคู่แข็งโดยการล่าเยื่อหรือสามารถอยู่ด้วยกันพึ่งพาอาศัยกันได้ประโยชน์จากกันและกัน ตัวอย่างการปฏิสัมพันธ์ประการแรกคือ สองสปีชีของ gazelles grazing อยู่บนพื้นที่ราบเดียวกัน พวกมันจะแข่งขัน ต่อสู้แย่งชิงกัน เพราะว่าหญ้าที่กินโดยสปีชีหนึ่ง หญ้าที่หมดไปอีกสปีชีหนึ่งไม่สามารถหากินได้ ตัวอย่างแบบที่สองคือเห็นได้จากประชากรของกระต่ายและ coyotes ในพื้นที่ที่กำหนด กระต่ายอาจมีจำนวนประชากรสูงกว่ามากถ้าไม่มี coyotes   แต่ในอีกทางหนึ่ง coyotes จะไม่มีอยู่ถ้าไม่มีกระต่าย จำนวนประชากรแต่ละฝ่ายเท่ากับตรวจสอบกันและกันเหมือนกับการเช็คและบาลานซ์

การได้ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสปีชีค่อนข้างเกิดได้ยากในธรรมชาติ ตัวอย่างหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ระหว่างพืชดอกและน้ำผึ้ง

น้ำเลี้ยงต้นไม้

ชีววิทยา No Comments »

/km/bistemrootsection.gif 

น้ำเลี้ยง (sap) จะไหลในทั้ง xylem และ phloem คำว่า “sap” หมายถึงของไหลที่เห็นเมื่อตัดส่วนของต้นไม้ หรือทำให้ฉีกขาด อ้างถึงทั้ง xylem และ phloem เป็นอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ใน xylem และใน phloem ใน xylem ของไหลประกอบด้วยแร่ธาตุที่ละลาย ใน phloem ประกอลด้วยผลผลิตที่ได้จากการสังเคราะห์แสง

/km/spurge_sap.jpg

เมื่อเจาะต้นเมเปิล (maple) เพื่อจะเอาน้ำหวาน (syrup) คำถามว่าเราต้องการน้ำเลี้ยงจาก xylem หรือว่า phloem คำตอบก็คือ pholem

แนวคิดองค์รวมเชิงนิเวศ

สิ่งแวดล้อม No Comments »

ความท้าทายในปัจจุบันคือการสร้างสรรค์ชุมชนที่ยั่งยืน  นั่นคือสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ  ซึ่งเรามีความพึงพอใจตามความต้องการและความหวังโดยไม่ได้ทำให้ความหลากหลายที่ผสมผสานกันเป็นโลกธรรมชาติถูกทำลายให้ลดน้อยถอยลง  ที่ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต

ในความพยายามที่จะสร้างสรรค์บำรุงชุมชนให้ยั่งยืนได้นั้น  เราสามารถเรียนรู้บทเรียนอันมีค่าจากระบบนิเวศ  ซึ่งได้แก่ชุมชนที่ยั่งยืนของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์  เพื่อที่จะให้เข้าใจระบบนิเวศเราจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการพื้นฐานของนิเวศวิทยา  นั่นคือภาษาแห่งธรรมชาติ  เราทั้งหลายจำเป็นต้องเป็นผู้รู้นิเวศวิทยา (eco-literate)  เราจะต้องคิดในเทอมของความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง และปริบทแวดล้อม ในทางวิทยาศาสตร์แนวทางใหม่ของการคิด  รู้จักการในนามการคิดอย่างเป็นระบบ (systematic thinking) โดยคิดให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ระบบนิเวศ และระบบสังคม และเป็นที่รู้กันว่าระบบดังกล่าวจะต้องบูรณาการเป็นองค์รวม ซึ่งคุณสมบัติของระบบทั้งหมดไม่สามารถจะลดรูปลงเป็นส่วนเล็กย่อย

การคิดอย่างเป็นระบบได้ยกระดับขึ้นไปสู่ระดับใหม่ระหว่าง 20 กว่าปีมานี้โดยการพัฒนาความวิทยาศาสตร์ของความซับซ้อน  เกี่ยวข้องกับภาษาคณิตศาสตร์ใหม่เกือบทั้งหมด  และชุดของมโนทัศน์ เพื่ออธิบายความซับซ้อนของระบบสิ่งมีชีวิต
การก้าวเข้ามาของทฤษฏีใหม่ของระบบสิ่งมีชีวิตคือรากฐานสำนึกรู้นิเวศวิทยา (ecological literacy) แทนที่จะมองจักรวาลเป็นเหมือนเครื่องจักรที่ประกอบด้วยองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐาน  นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในโลกวัตถุ สุดท้ายแล้วก็คือเครือข่ายรูปแบบของความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้  นั่นคือดาวเคราะห์ โลกเป็นเหมือนสิ่งที่มีชีวิต เป็นระบบที่ปรับความสมดุลย์ของตัวเองได้ การมองร่างกายเป็นเหมือนเครื่องจักร และมองจิตใจเป็นส่วนที่แยกออกไป  จะต้องแทนเป็นอีกแบบที่ไม่เพียงเฉพาะสมองเท่านั้นแต่ยังรวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน เนื้อเยื่อ และแม้แต่แต่ละเซลก็เป็นระบบของสิ่งมีชีวิตและความคิด  การวิวัฒนาการไม่ได้มองเป็นการแข่งขันเพื่อการอยู่รอดที่จะคงอยู่อีกต่อไป แต่ค่อนข้างที่จะพึ่งพาอาศัยร่วมมือกัน (co-operative dance) ที่ซึ่งการสร้างสรรค์และการปรากฏของสิ่งใหม่เป็นแรงผลักดัน
 ด้วยทัศนะใหม่ของความจริงแท้ที่ได้จากการรู้นิเวศวิทยาสำนึกรู้นิเวศวิทยา จะกลายเป็นรากฐานทางเทคโนโลยี ระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางสังคมในอนาคต  เป็นที่ชัดแจ้งว่าสิ่งนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการศึกษาอย่างลึกซื้งในศตวรรษที่ 21 คงจะเป็นประสบการณ์ของการเรียนรู้ที่จะเอาชนะสิ่งแปลกแยกไปจากโลกธรรมชาติ จำเป็นต้องมีหลักสูตรที่สอนเด็กๆ ถึงความจริงอันเป็นรากฐานของชีวิตที่ของเสียจากสปีชีหนึ่งเป็นอาหารให้อีกสปีชีหนึ่ง ในเรื่องนี้เป็นวงจรอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยเครือข่ายของสิ่งมีชีวิต (Web of life) ที่พลังงานขับเคลื่อนวงจรนิเวศมาจากดวงอาทิตย์ ที่ซึ่งความหลากหลายยืนยันถึงลักษณะสำคัญที่ ชีวิตจากเริ่มต้นมากกว่า 3000 ล้านปีมาแล้วไม่ได้เข้ามายึดครองโลกโดยการแข่งขันแย่งชิง แต่ด้วยการร่วมมือเสริมกันแบบเครือข่าย  การสอนความรู้ใหม่เหล่านี้ ที่ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณ จะเป็นบทบาทที่สำคัญที่สุดทางการศึกษาในศตวรรษนี้

การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง (twoway ANOVA)

วิจัย สถิติ No Comments »

            วิธีการที่ใช้ในการทดสอบ null hypothesisg เมื่อพิจารณาตัวแปรอิสระ 2 ตัวพร้อมกัน  เป็นการออกแบบการวิเคราะห์แบบแฟคเตอร์ (factorial design) มีข้อดีหลายอย่าง  มีประสิทธิผลมากกว่าในการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระพร้อมกัน  โดยหลักการแล้วเสมือนว่าเราดำเนินการวิจัยสองงานไปพร้อมกัน  การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางทำให้ควบคุมตัวแปรมากกว่าหนึ่งตัวแปรที่เรียกว่า factor  ซึ่งเป็นการออกแบบที่ยอมให่เราทดสอบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (interaction)

          การเปลี่ยนแปลงของค่าคะแนนของค่าตัวแปรตามสามารถที่จะแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรกคือความแปรปรวนภายในเซล (sw2 :within cell) คือการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการสุ่มกลุ่มตัวอย่างและพิจารณาการประมาณค่าความแปรปรวนของประชากร (s2e) องค์ประกอบอื่นๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างค่า mean ในแถว (row mean: sj2), การเปลี่ยนแปลงระหว่างค่า mean ของคอลัมน์ (column mean:sk2) และการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระสองตัว (sjk2)

          ในการวิเคราะห์ ANOVA สองทางผลของ treatment ที่แตกต่างกันสำหรับตัวแปรอิสระสองตัวในแถวและคอลัมน์สามารถที่จะตีความในทำนองเดียวกันกับผลของ treatment ในการวิเคราะห์ทางเดียว   null hypothesis สำหรับ mean ของแถวและคอลัมน์กล่าวไว้ว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่าง mean ของประชากรตามลำดับ ถ้า null hypothesis เป็นจริงนั่นคือผลของ treatment สำหรับสองตัวแปรอิสระไม่มีผลต่อตัวแปรตาม  จึงคาดได้ว่า sj2มีค่าเท่ากับ sw2 และ sk2 มีค่าเท่ากับ Sw2  ดังนี้นสัดส่วน sj2/ sw2 และ sk2/ sw2 จะมีค่าเท่ากับ 1 โดยประมาณ  จะมีผลความแตกต่างของ treatment หรือไม่ที่สัมพันธ์กับแถว และคอลัม น์   นั่นคือ sj2/ sw2 และ sk2/ sw2 ควรจะมีค่ามากกว่า 1  null hypothesis สำหรับการปฏิสัมพันธ์คือ ไม่มีความแตกต่างระหว่างแต่ละค่า mean ของแถวและคอลัมน์ หรือทั้งสอง  ถ้า null hypothesis ไม่จริงแล้ว สัดส่วน sjk2/ sw2 จะมีค่ามากกว่า 1

          ในการวิเคราะห์สองทางองค์ประกอบผลรวมกำลังสองของ 4 องค์ประกอบคือ (1) ภายในเซล (within squre: SSw) (2) ผลรวมกำลังสองของแถว (SSj)  (3) ผลรวมกำลังสองของคอลัมน์ (SSk) และ (4) ผลรวมกำลังสองของการปฏิสัมพันธ์ (SSjk)  การประมาณค่าความแปรปรวนเรียกว่า mean squre (MS) หาได้จากหารองค์ประกอบของผลรวมกำลังสองของด้วย degree of freedom ที่สมนัยกับการประมาณค่าความแปรปรวน

          ในการการวิเคราะห์สองทางนี้มี 3 null hypothesis ที่จะต้องทดสอบ  การทดสอบสมมุติฐานของสองตัวแปรอิสระ  ค่า mean ของประชากรตามตามแถว  และค่า mean ของประชากรตามคอลัมน์เรียกว่าการ่ทดสอบ main effect ของการศึกษานี้  ส่วน null hypothesis ที่ 3 อ้างถึง ปฏิสัมพันธ์กล่าวไว้คือ ไม่มีความแตกต่างในเซลของ mean ของประชากรที่ไม่มีผลต่อลักษณะใดของ mean ของประชากรในแถวและคอลัมน์หรือทั้งสอง   สถิติที่ใช้ในการทดสอบสำหรับแต่ละสมมุติฐานคือ F_ratio ซึ่งหาได้จากการหาร mean square ด้วยค่า MSw  การแจกแจงที่ใช้สำหรับการทดสอบคือการแจกแจงแบบ F ด้วย degree of freedom ที่เหมาะสม

          ระดับของตัวแปรอิสระทั้งสองในการวิเคราะห์สองทางกำหนดไว้ตายตัว  ถ้ามีระดับที่สนใจต่อนักวิจัย  อย่างไรก็ตามถ้าระดับของแต่ละตัวแปรได้รับเลือ่กมาแบบสุ่มจากประชากร  ระดับนั่นก็ได้รับเลือกมาแบบสุ่ม  ถ้าตัวแปรอิสระทั้งสองกำหนดไว้ด้วยระดับที่ตายตัว  แบบจำลองของ ANOVA ที่ใช้จะมีผลแบบตายตัวด้วย (fixed effect)   ถ้ามีตัวแปรหนึ่งกำหนดระดับตายตัวแต่อีกตัวแปรหนึ่งกำหนดระดับแบบสุ่ม แบบจำลองจะเป็นแบบผสม (mixed effect)

          การตีความการทดสอบสมมุติฐานสำหรับตัวแปรอิสระแต่ละตัวเป็นเช่นเดียวกับการวิเคราะห์ทางเดียว  สมมุติฐานสำหรับการปฏิสัมพันธ์ ทดสอบตามข้อตกลงที่ใช้ F_ratio  อย่างไรก็ตามที่ให้ผลดีที่สุดในการตรวจสอบการปฏิสัมพันธ์คือการพล็อตกราฟของเซล mean   โดยมาตรวัดตัวแปรตามอยู่บนแกน Y และระดับของตัวแปรอิสระอยู่ในแกนนอน หรือ X   ถ้าไม่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระทั้งสอง  เส้นกราฟที่เชื่อมต่อระหว่างเซล mean จะเป็นเส้นคู่ขนาน  การมีปฏิสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญแสดงได้โดยเส้นกราฟที่ไม่ขนานกัน  การปฏิสัมพันธ์เป็นแบบ ordinal เมื่อเส้นกราฟที่พล็อตไว้ไม่ตัดกัน  และจะเป็นแบบ disordinal เมื่อเส้นกราฟตัดกัน

          ข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับการใช้ ANOVA สองทางเป็นเช่นเดียวกับการวิเคราะห์ทางเดียว  นั่นคือข้อมูลจากการสังเกตจะต้องสุ่มจากกลุ่มตัวอย่างแบบอิสระจากประชากรที่มีการแจกแจงแบบปกติและมีค่าความแปรปรวนเท่ากัน  นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดว่า ตัวแปรตามจะต้องวัดให้อย่างน้อยเป็นแบบอัตรภาคชั้น (interval scale)  ส่วนที่ขยายขอบเขตต่อจากการวิเคราะห์ทางเดียวคือการใช้วิธีการเปรียบเทียบหลังการวิเคราะห์ (post hoc) เมื่อทดสอบผลที่ตามมาทั้งหมด  ถ้ามีแฟคเตอร์มากกว่าสองระดับ และกำหนดตายตัวแต่ละระดับ  วิธีการจะเป็นเหมือนกับการวิเคราะห์ทางเดียว  มีข้อแตกต่างเพียงในด้านการใช้ขนาดกลุ่มตัวอย่างสำหรับแต่ละแฟคเตอร์  เมื่อที่จะติดตามการมีปฏิสัมพันธ์อื่นต่อไปจะเรียกวิธีการที่ใช้ว่าการวิเคราะห์ผล simple

การทดสอบสมมุติฐานสองกลุ่มตัวอย่างสถิติอื่นๆ

วิจัย สถิติ No Comments »
            จากกรณีสองกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านมาสามารถที่จะขยายขอบเขตออกไปใช้กับสถิติอื่นๆ นอกเหนือจากค่า mean เพียงอย่างเดียว  ตัวอย่างเช่นความแตกต่างระหว่างสองประชากร ของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์   ค่า variance  2 ค่า   เช่นเดียวกันตรรกะและขั้นตอนในการทดสอบสมมุติฐานและพัฒนาช่วงความเชื่อมั่นขึ้นมานั้นยังคงเป็นแบบเดียวกันกับกรณีของค่า mean  ที่เพิ่มเติมในกรณีที่มีการทดสอบสมมุติฐานในกรณีที่เป็น independent และ dependent
          ในกรณีสองกลุ่มตัวอย่างสำหรับค่าสัดส่วน  การทดสอบสมมุติฐานจะกำหนดในเทอมของค่าความแตกต่างของประชากรระหว่างค่าสัดส่วนสองค่า   โดยเขียนเป็นสัญลักษณ์ดังนื้  H0: P1 = P2 หรือ  H0: P1 - P2 = 0   ภายใต้การแจกแจงที่ใช้ในการทดสอบแบบปกติ  ค่าวิกฤตทั้งในการทดสอบสมมุติฐานและ การพัฒนาช่วงความเชื่อมั่น สามารถที่จะหาได้โดยใช้การแจกแจงมาตราฐานแบบปกติ   ในกรณีที่สัดส่วนแบบ dependent null hypothesis คือ H0: dp = 0  ภายใต้การแจกแจงในการทดสอบสมมุติฐานนี้ยังคงเป็นแบบปกติ
          สำหรับการทดสอบสมมุติฐานสำหรับสองกลุ่มตัวอย่างของค่าสัมประสิทธ์สหสมพันธ์  H0: r1 =r2 ซึ่งจะต้องแปลงค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ด้วยวิธี log transform ของ fisher  จากค่าที่ได้แปลงไปแล้วนั้นสามารถที่จะใช้ภายใต้การแจกแจงแบบปกติ่โดยประมาณได้สำหรับการทดสอบสมมุติฐานและพัฒนาช่วงความเชื่อมั่น  สำหรับกลุ่มตัวอย่างแบบ dependent   นั้นใช้ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ที่แท้จริงมาใช้ แทนที่จะใช้ค่าที่แปลง  และทดสอบสมมุติฐานภายใต้การแจกแจงแบบ t ด้วย degree of freedom n-3  และไม่มีการคำนวณหาช่วงความเชื่อมั่นในกรณี dependent
          เพื่อที่จะทดสอบ null hypothesis  H0: s21 =s22  สำหรับกล่มตัวอย่าง independent  ภายใต้การแจกแจงที่เหมาะสมคือ การแจกแจง F  สถิติที่ใช้ทดสอบเป็น raito ของ variance ของกลุ่มตัวอย่างทั้งสอง  การแจกแจงแบบ F พิเศษนี้หาได้จากค่าสองค่าสำหรับ df n1-1 และ n2- 1  เมื่อทดสอบสมมุติฐานเทียบกับ non directional alternative  และค่า F ratio มีค่ามากกว่า 1  ค่าวิกฤตสำหรับสถิติที่ใช้ทดสอบหาได้จากตารางการแจกแจง F สำหรับค่า a/2  เมื่อค่า F- ratio น้อยกว่า 1   ค่าวิกฤตจะเป็นสัดส่วนกลับของค่าจากตารางสำหรับ a/2 และ df2, df1 ตามลำดับ  สำหรับการทดสอบ null hypothesis ที่ไม่มีความแตกต่างระหว่าง variance ของประชากรสำหรับกลุ่มตัวอย่างแบบ dependent  ภายใต้การแจกแจงของสถิติที่ใช้ทดสอบ คือการแจกแจงแบบ t  ด้วย degree of freedom n-2

ลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ

วิจัย สถิติ No Comments »

งานวิจัยเชิงคุณภาพมีกระบวนการวิจัยค่อนข้างยืดหยุ่น  และไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดสมมุติฐานวิจัยไว้ล่วงหน้า รายงานการวิจัยก็จะไม่เสนอสาระเชิงปริมาณที่เป็นตารางตัวเลขมากนัก

            การวิจัยเชิงธรรมชาติ (naturalistic research) หมายถึงการวิจัยที่มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลในสภาพที่เป็นจริงตามธรรมชาติ  ข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงธรรมชาติเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  นักวิจัยเชิงธรรมชาติจะต้องอยู่ในพื้นที่วิจัย  สร้างความคุ้นเคยเพื่อจะได้ศึกษาสภาพตามธรรมชาติของผู้ให้ข้อมูล  ลักษณะข้อมูลอาจเป็นได้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ

            การวิจัยเชิงคุณภาพหมายถึงการวิจัยทุกชนิดที่ข้อมูลเป็นถ้อยคำ บรรยายอย่างละเอียดครอบคลุม เป็นข้อมูลที่มีความลุ่มลึก และปัญหาการวิจัยมีลักษณะกว้างยืดหยุ่นครอบคลุมปรากฏการณ์ทุกแง่ทุกมุมของเรื่องที่นักวิจัยต้องการศึกษา  การวิจัยเชิงคุณภาพส่วนใหญ่เป็นวิจัยที่ทำในสภาพที่เป็นจริง ตามธรรมชาติ  โดยที่นักวิจัยรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง  ปัญหาวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษากระบวนการ มากกว่าการศึกษาผล จากความหมายของการวิจัยเชิงธรรมชาติและการวิจัยเชิงคุณภาพ  แสดงให้เห็นว่ามีความหมายเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่  บางทีก็แรกแทนกัน  อย่างไรก็ตามเมื่อดูตามความหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  จุดเน้นของการวิจัยเชิงธรรมชาติอยู่ที่สภาพการรวบรวมข้อมูลตามธรรมชาติเท่านั้น และ ข้อมูลอาจเป็นข้อมูลเชิงปริมาณก็ได้ซึ่งประเด็นนี้การวิจัยเชิงธรรมชาติกับวิจัยเชิงคุณลักษณ์ก็แตกต่างกัน

            การวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอาจจะใช้ร่วมกันได้ในกรณีที่  ลักษณะของปัญหาวิจัยจะต้องไม่แคบหรือเฉพาะเจาะจงแบบการวิจัยเชิงปริมาณ  ซึ่งมีข้อตกลงเบื้องต้นต่างไปจากการวิจัยเชิงปริมาณ  แนวทางที่เป็นไปได้ในการผสมผสานอาจใช้ในกรณีเชิงคุณภาพให้ได้ข้อมูลของตัวแปรแล้วจากนั้นนำไปหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจะเป็นเชิงปริมาณ

            การวิจัยเชิงคุณภาพส่วนใหญ่ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เลือกเฉพาะเจาะจง  และไม่สามารถที่จะอนุมานไปสู่กลุ่มประชากรตามหลักสถิติอนุมานได้  ตามมโนทัศน์ของนักวิจัยเชิงคุณภาพแล้ว  การอ้างอิงผลการวิจัยเน้นความสำคัญของการได้ grounded theory ที่เป็นทฤษฏีซึ่งจะใช้ได้กับปรากฏการณ์ที่นักวิจัยศึกษา grounded theory ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลอุปมาน (induction)  โดยอาศัยข้อมูลเชิงคุณภาพทั้งหมดที่รวบรวมมา

พื้นผิวดวงอาทิตย์

วิทยาศาสตร์ทั่วไป No Comments »

 /km/seidenfaden1.jpg

ผิวพื้นดวงอาทิตย์ (sun’s face) จากที่แสดงโดยเปลวเพลิงหรือเปลวไฟดวงอาทิตย์ ถ้าเรามองที่ภาพดวงอาทิตย์ให้ใกล้ชิดแล้ว สิ่งที่เด่นมากที่สุดที่เห็นได้อาจเป็นวงส่วนโค้งของเปลวเพลิงขนาดใหญ่ ซึ่งพุ่งขึ้นมาแล้วตกกลับไปที่ผิว ซึ่งเรียกว่าเปลวเพลิงดวงอาทิตย์ (prominences)  ปกติเกิดขึ้นในบริเวณซึ่งมีจุดดับดวงอาทิตย์ที่สัมพันธ์กับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์ โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้ไม่กี่วัน

เป็นครั้งคราวที่เปลวเพลิงระเบิดกระจายสารจำนวนมากออกไปในอวกาศ ซึ่งเรียกว่าประกายไฟดวงอาทิตย์ (solar flare) ซึ่งมีส่วนมาตกกระทบที่บรรยากาศของโลก ที่มีส่วนไปรบกวนสัญญาณวิทยุสื่อสารเป็นช่วงหลายวัน

/km/_39533355_solar_flare_416.gif

ประกายไฟเป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศประสบ เป็นเรื่องหนึ่งที่กังวลกันมากที่สุดระหว่างที่ภารกิจยานอะพอลโลทำในขณะนั้น  ดังเช่นครั้งหนึ่งที่นักบินอวกาศเข้าสู่วงจรดวงจันทร์โดยไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ขณะเดียวกันเกิดการระเบิดใหญ่ในดวงอาทิตย์ปลดปล่อยการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อยานอวกาศที่ไม่ได้มีโล่ป้องกันตัว

แผนภาพเวลาและแผนภาพตรรกะคืออะไร

ไม่ระบุ 1 Comment »

          แผนภาพเวลา (timing diagrame) คือการเขียนกราฟแสดงรูปคลื่นดิจิทัลซึ่งจะแสดงความสัมพันธ์ของเวลาระหว่างรูปคลื่นตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไป การเขียนแผนภาพเวลานี้ก็จะทำให้สามารถหาสถานะระดับสูงหรือระดับตำของรูปคลื่นที่แสดงทั้งหมดที่จุดหนึ่งจุดใดของเวลาได้และการเปลี่ยนสถานะรูปคลื่นที่เปรียบเทียบกันอยู่ในช่วงเวลาที่แน่นอนตายตัว

          แผนภาพตรรกะจะใช้ในการหาค่าความต่างศักย์ของระดับตรรกะที่ต้องการจะหา และในทางปฏิบัติระดับตรรกะจะมีค่าความต่างศักย์ระหว่างตำสุดและค่าสูงสุดที่ยอมรับได้ ปกติแล้วแทนเลข 0 และ 1 ในช่วงของความต่างศักย์ 0 - 0.8 โวลต์ และ2 - 5 โวลต์ ตามลำดับ สัญญาณนำเข้าและส่งออกจะตกอยู่ในช่วงระหว่างความต่างศักย์ดังกล่าว

           ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็จะสัมพันธ์กัน โดยแผนภาพตรรกะนั้นจะใช้ตัวเลขแทนค่าของความต่างศักย์เพื่อที่จะหาค่าของความต่างศักย์แต่ละครั้ง ส่วนแผนภาพเวลานั้นจะมีสถานะเป็นรูปคลื่น และจะใช้หาระดับการเปลี่ยนสถานะของแต่ละครั้ง 

จงยกตัวอย่างการใช้ทรานซิสเตอร์มอสต่อเป็นวงจรอย่างไรให้ทำหน้าที่เป็นตัวผกผัน และประตูสัญญาณแนนด์

ไม่ระบุ No Comments »

ตอบ  ประตูสัญญาณแอนด์และออร์นำไปใช้ในฟังก์ชันทางดิจิทัลมากมาย  เช่นวงจรคำนวณ  การเข้ารหัสคีบอร์ด  การออกแบบในตอนแรกจำเป็นต้องใช้ประตูสัญญาณแอนด์และออร์  การนำไปใช้แทนด้วยประตูสัญญาณอีกสองชนิดต่อไป  คือ  แนนด์  และนอร์  จะมีประโยชน์มากกว่าในการนำไปใช้ในการประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างในการปฏิบัติ
                                วงจรประตูสัญญาณแนนด์ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์มอส  3  ตัว  มีองค์ประกอบหลักของวงจรประตูสัญญาณนอต  นำเข้าที่ต่ออนุกรม  ลูกศรเส้นทึบส่งออกเชื่อมต่อกับสถานะพื้น  เมื่อสัญญาณนำเข้าที่ระดับสูงหรืออย่ในสถานะนำกระแส  ทำให้สัญญาณส่งออกที่ Q อยู่ในระดับต่ำ  แต่เมื่อสัญญาณนำเข้าทางหนึ่งทางใดหรือมากกว่าอยู่ที่ระดับต่ำ  สัญญาณส่งออก Q  จะอยู่ที่ระดับสูงโดยทรานซิสเตอร์ตัวบนสุดทำหน้าที่เป็นโหลดทรานซิสเตอร์ของวงจร  การทำงานโดยสัญญาณนำเข้าที่ A และ B ถ้าสัญญาณนำเข้าที่ A, B หรือทั้ง A และ B ไม่มีสัญญาณป้อนเข้ามา  หรือมีตรรกะเป็น 0 ทรานซิสเตอร์มอสตัวหนึ่งตัวใดไม่ทำงานหรือทั้งสองไม่ทำงาน  ทำให้สัญญาณส่งออก Q มีความต่างศักย์ +V เท่ากับ 10 โวลต์ มีตรรกะเท่ากับ 1 ถ้าสัญญาณนำเข้า A และ B มีสัญญาณตรรกะเป็น 1 ทั้งคู่แล้ว  การทำงานของทรานซิสเตอร์ทั้งสองทำให้สัญญาณส่งออก Q ต่อกับสถานะพื้นมีตรรกะเป็น 0
                           เมื่อใช้ตรรกะบวกและแทนที่ “H” ในตารางแสดงระดับสัญญาณด้วย 1 และแทน “L” ด้วย 0 จะได้ผลเป็นตารางความจริง  คุณสมบัติเฉพาะของวงจรประตูสัญญาณแนนด์ เพราะว่าประตูสัญญาณส่งออกที่ได้เป็นการกลับสัญญาณของประตูสัญญาณแอนด์  ดังนั้นวงจรประตูสัญญาณแนนด์ตามตารางความจริงสามารถที่จะแทนด้วยสัญลักษณ์ของประตูสัญญาณแอนด์และนอต  เท่ากับเป็นการบวกว่าสัญญาณส่งออกของประตูสัญญาณแอนด์ถูกกลับสัญญาณ

รหัสแอสกีใช้ทำอะไร กำหนดขึ้นอย่างไร

ไม่ระบุ 1 Comment »

    ตอบ รหัสแอสกี (ASCLL) คือรหัสมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาเพื่อการสับเปลี่ยนสารสนเทศ (American Standard Cond for Information Interchange:ASCLL) เป็นรหัสอักษรเลขที่ยอมรับกันเป็นมาตรฐานและนำไปใช้อย่างกว้างขวาง  ใช้ในการรับส่งข้อมูลในไมโครคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อ  รหัสแอสกีเป็นรหัสที่มีขนาด 7 บิต สามารถใช้แทนได้ทั้งตัวเลข  ตัวอักษร  และสัญลักษณ์พิเศษ    โดยที่ตัวเลขฐานสิบแทนด้วยรหัสบีซีดี 8421 นำหน้าด้วย 011 ตัวอักขระอื่นๆ และคำสั่ง  จะเห็นว่ารหัสแอสกีทั้ง 128 แบบ ในรูปของเลขฐานสองเกิดจากตัวเลขฐานสอง 4 บิต ในคอลัมน์แรก และอีกส่วนหนึ่ง 3 บิต  ในแถวแรกของตาราง  ตัวอักขระหรือสัญลักษณ์ใด  ที่ตรงกับแถวและคอลัมน์ตัดกัน  คือเลขฐานสอง 3 บิต แถวบนสุด และเลขฐานสอง 4 บิต ในคอลัมน์แรก
                ตัวอย่าง  ตัวอักษร A อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับคอลัมน์ 100 และตรงกับแถว 0001 และจึงแทนด้วย 100 0001 ตัวเลข  เครื่องหมายคอมม่า (,) แทนด้วย 010 1100 และคำสั่ง ETX (end text) แทนด้วย 000 0011 เป็นต้น
                รหัสแอสกีสามารถพิจารณาให้เป็นรหัสฐานสอง 8 บิตได้  โดยที่กำหนดให้บิตแรกหรือบิตที่มีนัยสำคัญมากที่สุดมีค่าเป็น 0 เสมอ  ซึ่งทำให้สามารถเขียนอยู่ในรูปของเลขฐานสิบหกหรือฐานสิบได้ง่าย  ทำให้จัดลำดับรหัสจากค่าน้อยไปหาค่ามาก 0-127 ในฐานสิบ และ 00-7F  ในเลขฐานสิบหก  แสดงรหัสอักษรเลขของตัวอักขระ(character) อักขระที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรที่ใช้ทั่วไปอยู่ในอันดับแรกๆ ของคอลัมน์ในตารางตั้งแต่ที่ค่าตัวเลขฐานสิบ 0-31 แสดงอักขระควบคุมที่เป็นตัวย่อ  ที่ค่าตัวเลขฐานสิบ 48-57 แสดงรหัสตัวอักขระที่เป็นตัวเลข 0-9 และที่ค่าตัวเลขฐานสิบ 65-90 แสดงรหัสตัวอักขระที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่  เป็นต้น

การแปลงผันเลขระหว่างเลขฐานสิบหก และฐานแปด โดยวิธีใดทำได้สะดวกรวดเร็ว

ไม่ระบุ No Comments »

    ตอบ  การแปลงผันเลขฐานสิบหก  และเลขฐานแปด  ให้เป็นเลขฐานอื่นๆได้สะดวกรวดเร็วนั้นเราสามารถแปลงให้เป็นเลขฐานสองก่อนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเลขฐานที่ต้องการจะสามารถทำได้ง่ายขึ้น  เช่น  ต้องการแปลงผันเลขฐานสิบไปเป็นฐานแปด  หรือฐานสิบหก  การเปลี่ยนเลขฐานสิบไปเป็นเลขฐานสองก่อนกระทำได้ง่ายกว่า  แล้วจึงเปลี่ยนเลขฐานสองให้เป็นเลขฐานแปด  หรือฐานสิบหกอีกครั้งหนึ่ง  เพราะการแปลงผันจากเลขฐานสองไปเป็นฐาแปดและฐานสิบหกจะกระทำได้ง่ายขึ้น
                เช่นเดียวกันในการแปลงผันเลขระหว่างฐานแปดและฐานสิบหก  หรือฐาสิบหกเป็นเลขฐานแปด  ก็ให้แปลงผันเลขฐานที่ต้องการไปเป็นเลขฐานสองก่อน  แล้วจึงแปลงผันจากเลขฐานสองไปเป็นเลขฐานแปดหรือฐาสิบหก
                ตัวอย่างที่  1  การแปลงผันเลขฐานแปด  4321.1348 เป็นเลขฐานสิบหก
วิธีทำ      ขั้นตอนแรกเปลี่ยนให้เป็นเลขฐานสอง
4321.134 =  4         3        2       1    .   1       3       4
                  =  100     011    010   001.  001   011   100
                  =  100011010001.0010111002
                ขั้นตอนที่  2  แยกเลขฐานสองเป็นเทอมละ  4  หน้าทศนิยมนับจากขวาไปซ้าย  หลังจุดทศนิยมนับจากซ้ายไปขวา
                  100011010001.0010111002
                  =  1000  1101  0001 . 0010  1110  0000
                  =     4        D      1     .    2        E       0
                  =  4D1.2E16
                        ตัวอย่างที่  2  การแปลงผันเลขฐานสิบหก  3C6.4C16  ให้เป็นเลขฐานแปด
วิธีทำ      ขั้นตอนแรกแปลงเลขฐานสิบหก  ให้เป็นนเลขฐานสอง
3C6.4C    =     3       C      6      .     4       C
                  =  0011  1100  0110 .  0100  1100
                  =  001111000110.01001100
                ขั้นตอนที่  2  แยกเลขฐาสองเป็นเทอมละ  3  หน้าทศนิยมนับจากขวาไปซ้ายหลังทศนิยมนับจากซ้ายไปขวา
                      001111000110.01001100
                  =  001  111  000  110 .  010  011  000
                  =    1      7      0      6   .    2      3      0
                  =  1706.238


   Designed By:  SadhWeb Directory  &  WP Theme

Sponsored By:  Affiliate Marketing Blog  &  Paid Directory