ตอนที่เราเป็นเด็ก เราทั้งหมดถูกผลักดันให้ไม่พอใจที่ทำให้ต้องศึกษาค้นคว้าทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา  อริสโตเติลถูกต้องในแง่ที่ว่า “ในทุกๆส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิต ผู้ซึ่งแสวงหาที่จะรู้ และเพื่อที่จะเข้าใจ”  จากงานวิจัยเชิงการคิด แสดงให้เห็นว่าเด็กได้ทำการทดลองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมออย่างไร ในความพยายามที่จะสร้างและจัดการเกี่ยวกับโลกของตัวเอง จริงแล้วเราเป็นสปีชี (species) ที่มักแสวงหา และสร้างสรรค์ความหมาย เพื่อที่จะหาความสัมพันธ์

ขณะที่เป็นเด็กและก้าวเข้าสู่ความพร้อมที่เป็นผู้ใหญ่ ที่มีระบบสังคมเฉพาะ ความปรารถนาที่จะรู้ การสอนอย่างที่เคยเป็นของระเบียบสังคมเพื่อเหตุผลประจำตัว (เป็นการรู้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง)  นั้นถูกจัดวางโดยข้อกำหนดจากภายนอก การยอมรับของกลุุ่ม ผลสำเร็จ และสถานะทางสังคม และแม้แต่การหลีกเลี่ยงการได้รับโทษ  การสอนจึงต้องเปิดโอกาสผู้เรียนอย่างหลากหลายที่จะทดลองทดสอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูผู้สอนในระดับประถมศึกษาจะต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป้าหมายของการศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับประถมในทางที่จะ

    •  พัฒนาความอยากรู้อยากเห็นภายในของเด็กๆ ในโลกรอบตัว
    • เพื่อที่จะขยายขอบเขตทักษะกระบวนการ และทักษะการคิดสำหรับการค้นคว้าหาความรู้จากโลกโดยรอบ แก้ปัญหา สร้างความเข้าใจ การตัดสินใจ
    • เพื่อเพิ่มความเข้าใจของเด็กๆถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    • เพื่อพัฒนาความเข้าใจของเด็กถึงขีดจำกัดและความเป็นไปได้ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การสังเกตที่ผ่านมาจากสมัยของ Pestelozzi ไปถึงสมัย Dewey ตลอดไปถึงสมัยของ Gardner ได้ให้ความสำคัญในเรื่องปัญหาของการเรียนรู้ เป็นปัญหาหลักของการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ จะป้องกันไม่ให้ความสนใจประจำตัวตามธรรมชาติถดถอยสูญหายไปเกือบหมดได้อย่างไรเมื่อเข้าสู่ระบบโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่ชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย  ปกติแล้วแนวทางแก้ปัญหาที่เสนอเป็นคำตอบจำต้องลดความไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง สิ่งที่ไม่เป็นจริงหรือที่สร้างขึ้นมามากเกินไป และควรที่จะให้มีการเชื่อมโยงกับชีวิตมากขึ้น การเรียนรู้ไม่เพียงแต่ต้องใช้ความคิด แต่ยังต้องมีความรู้สึก อารมณ์